วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ตะลึงปปช.ดองคดีปชป.


 ตัวอย่าง“ป.ป.ช.” ดองคดีปชป. 
 “ตะลึงพบปชป.ดองคดีปชป.นับ 10 คดี  !!




โดย “คดีสำคัญๆ” ที่มีการกล่าวหา “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  อาทิ
1.กรณีกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานร่วมกันอนุมัติให้ความเห็นชอบ ขายข้าวสารในสต็อกของรัฐบาลในราคาต่ำกว่าตลาด และเอื้อประโยชน์ให้บริษัทผู้ส่งออกบางราย โดยไม่มีการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป อันเป็นการกีดกันบริษัทผู้ส่งออกอื่นไม่ให้มีการเสนอราคาแข่งขันอย่างเป็นธรรม ในปี 2552-2553 
2.กรณีวันที่ 12 เม.ย.-15 มิ.ย.2553 ร่วมกันเผยแพร่ข่าวว่ารัฐบาลมีแนวคิดที่จะซื้อดาวเทียมไทยคมคืน ทั้งที่ทราบดีว่าไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเป็นการดำเนินการนอกอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายบัญญัติ และไม่ได้บรรจุไว้ในนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา อีกทั้งไม่อยู่ในแผนกการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลแต่อย่างใด 
จนทำให้หุ้นของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ราคาพุ่งสูงขึ้น และมีการซื้อขายหุ้นในปริมาณและราคาสูง ผิดปกติ
3.กรณีกระทำการอันมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงในการเห็นชอบผลการประกวดราคาโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ สัญญาที่ 1-3 และปรับกรอบวงเงินของสัญญาที่ 6 โดยมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 11 ส.ค.2552  
4.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยมีมติเห็นชอบเมื่อ 25 ส.ค.2552 ให้ออกใบอนุญาตก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่พัฒนาเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ทั้งที่เป็นโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านสภาพสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ โดยไม่ยึดถือการปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 67 จนนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลาง
ในส่วนของ “คดีสำคัญๆ” ที่มีการกล่าวหา “สุเทพ เทือกสุบรรณ” หัวหน้าม็อบ กปปส. อาทิ
1.กรณีทุจริตในคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง โดยในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ปล่อยให้มีการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ในการปรับเพิ่มอัตราการจัดเก็บเงินสงเคราะห์ตาม พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง
2.กรณีกองทัพบกสั่งซื้อเรือเหาะที่มีราคาสูงกว่าความ เป็นจริง
3.กรณีการทุจริตจัดซื้อยานเกราะล้อยางจากยูเครน
4.กรณีส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่เกี่ยวกับวิกฤตน้ำมันปาล์ม ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายน้ำมันปาล์มแห่งชาติ โดยมีผู้ใกล้ชิดซึ่งเป็นเจ้าของสวนปาล์มและโรงหีบน้ำมันปาล์ม ซึ่งครองตลาดปาล์มถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ได้ประโยชน์จากวิกฤตราคาน้ำมันปาล์มขาดแคลนอย่างมาก 
5.คดีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจและรับผิดชอบการออกคำสั่งในฐานะผอ.ศอฉ. กระทั่งมีผู้เสียชีวิต 99 ศพ และบาดเจ็บกว่า 2 พันคน
ส่วน  “คดีสำคัญๆ” ที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ถูกกล่าวหาร่วมกัน อาทิ
1.มีพฤติการณ์ส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง  ในกรณีร่วมกันใช้หรือสั่งการอันเป็นเหตุให้เกิดการกระทำ ความผิด โดยเกิดการฆาตกรรมบุคคลจนถึงแก่ความตายจำนวนหลายราย ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553
-กรณีแทรกแซงการใช้อำนาจขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม กรณีการชันสูตรพลิกศพ โดยนำคดีการตายของประชาชนและเจ้าหน้าที่เกือบ 100 ศพ ให้เสนอเป็นคดีพิเศษโดยไม่ดำเนินการทำสำนวนชันสูตรพลิกศพตามกฎหมาย และจงใจบิดเบือนและเบี่ยงเบนการบังคับการตามกฎหมายในเรื่องชันสูตรพลิกศพ
-กรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องและระงับเหตุวางเพลิงเผาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ แล้วมีการทำร้ายและไล่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงออกจากศูนย์การค้า ทำให้ไม่มีผู้ดับเพลิง
2.กรณีโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 หลัง วงเงิน 5,848 ล้านบาท ที่มีบริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้รับจ้าง ตโดยยกเลิกแนวทางการจัดจ้างแบบแยกการเสนอราคาเป็นรายภาค และอนุมัติให้ดำเนินการจัดจ้างรวมการก่อสร้างเป็นแบบสัญญาเดียว อันเป็นการกีดกันและเอื้อประโยชน์ให้กับผู้เสนอราคารายใดรายหนึ่ง
ซึ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของ “คดี” ที่ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ “อภิสิทธิ์ เวชชาชชีวะ” และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ”  ถูกกล่าวหา และ “ประชาชน” ต่างก็รอความชัดเจน จาก “ป.ป.ช.” เพราะนั่น “หมายความ”ถึง “ระดับมาตรฐาน” การทำงาน และ “องศาความยุติธรรม” ของ ป.ป.ช.ด้วย
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่จู่ๆ “วิชา มหาคุณ” กรรมการ ป.ป.ช. จะออกมาพูดเรื่อง “ยุบ ป.ป.ช.” ออกหน้าสื่อ ก็เพราะ “แผล” เหวอะหวะ เต็มไปหมดเช่นนี้.

https://www.hereandthere.today/?p=1317

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

จุดอ่อนไทยไม่น่าลงทุนในสายตาญี่ปุ่น

แสบเข้าไปถึงทรวง จะโทษใครดี...เห็นทีคนไทยต้องกลับมาพิจารณาตนเองอีกครั้ง
=================================
นายเซ็ทซึโอะ อิอุจิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นประจำกรุงเทพ
(Japan External Trade Organization,Bangkok : JETRO Bangkok)

ระบุว่า  ไทยอาจไม่เป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุน เหมือนที่ผ่านมาในสายตาของนักลงทุนญี่ปุ่น
โดยได้แสดงทรรศนะถึง “จุดอ่อน” ของคนไทยไว้ 10 ข้อ คือ

  1 . คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก
โดยเฉพาะ หน้าที่ต่อสังคม คือ เป็นประเภท มือใครยาวสาวได้สาวเอา
เกิดเป็น ธุรกิจการเมืองธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ประเทศชาติ ล้าหลังไปเรื่อยๆ
  2. การศึกษายังไม่ทันสมัย คนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง
ทำให้ขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่าง ๆ  ไม่กล้าแสดงออก ขี้อายไม่มั่นใจในตัวเอง
จึงตามหลังชาติอื่น คนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอก เพื่อโอกาสที่ดีกว่า
  3. มองอนาคตไม่เป็น คนไทยมากกว่า 70% ทำงานแบบไร้อนาคตทำแบบวันต่อวัน
แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ  น้อยคนนักที่จะทำงาน แบบเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน
มีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน
  4. ไม่จริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำแบบผักชีโรยหน้า หรือทำด้วยความเกรงใจ
ต่างกับคนญี่ปุ่นหรือยุโรปที่จะให้ความสำคัญกับ สัญญาหรือข้อตกลงอย่างเคร่งครัด
เพราะหมายถึง ความเชื่อถือในระยะยาว ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตความน่าเชื่อถือด้านนี้ลงเรื่อย ๆ
  5. การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่ ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกล
จะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเอง และชุมชนซึ่งเป็น หน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริม
  6. การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็ง และดำเนินการ ไม่ต่อเนื่อง ทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก
ปราบปรามไม่จริงจัง การดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจ หรือบริวารจะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน
ไม่มีมาตรฐาน
  7. อิจฉาตาร้อน สังคมไทยไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ เลี้ยงเป็นศรีธนญชัย ยกย่องคนมีอำนาจ มีเงิน
โดยไม่สนใจภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูก แล้วไปเกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอด คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่า
ผู้ก่อการร้าย ดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้ารานํ้า ทำให้คนดีไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว
  8. เอ็นจีโอค้านลูกเดียว เอ็น จีโอ บางกลุ่มอิงอยู่กับ ผลประโยชน์ บ่อยครั้งที่ต้องเสียโอกาสอย่างมหาศาล
เพราะการค้านหัวชนฝา เหตุผลจริง ๆ ไม่ได้พูดกัน
  9. ยังไม่พร้อมในเวทีโลก การสร้างความน่าเชื่อถือ ในเวทีการค้าระดับโลกยังขาดทักษะและทีมเวิร์คที่ดี
ทำให้สู้ประเทศเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้
10. เลี้ยงลูกไม่เป็น ปัจจุบัน เด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกันเป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง
เพราะการเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่สอนให้ลูก ช่วยตัวเอง ไม่กระตือรือร้น ในการช่วยตนเองขวนขวาย
แสวงหา ค้นหาตัวเองและไม่สอนให้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคม
----------------------------------
แรงมากครับ และตรงทุกข้อ
คำถาม?...แล้วเรา เริ่มต้นแก้ไขที่ข้อไหนก่อนดีครับ?

ผมเสนอให้แก้ไขที่ "ตัวเราและครอบครัวเราก่อน"
สังคมไทยอ่อนแอลงเรื่อยๆ
เพราะเราชอบให้คนอื่นวิจารณ์และก็มาชี้หน้าว่ากันต่อ
ผมอนุญาตเสนอแก้ 5 ด้านก่อน ดังนี้ครับ
1.วินัยด้านเวลา
2.วินัยด้านการเงิน
3.วินัยด้านความคิด
4.วินัยด้านความปลอดภัย
5.วินัยด้านมาตรฐานในการทำงาน

...แล้วทุกๆอย่างจะค่อยๆดีขึ้นครับ
เพราะ "ถ้าวันนี้เราทำให้ดีก่อน แล้วอนาคตมันจะดูแลตัวมันเอง"


Renowned royalist Sulak sued for lèse majesté for defaming ancient king

Two men have filed a lèse majesté complaint against Sulak Sivaraksa, a renowned royalist and lèse majesté critic, for a public speech about King Naresuan, who ruled the Ayutthaya Kingdom 400 years ago.
 
According to Chao Phraya News, Lt Gen Padung Niwatwan and Lt Gen Pittaya Vimalin filed the complaint at Chanasongkram Police Station on Thursday. They accused Sulak of defaming the former king during a public speech on “Thai History: the Construction and Deconstruction” on 5 October at Thammasat University, Bangkok. 
 
In the speech, Sulak said the legend of the elephant battle between Naresuan and a Burmese king was constructed. He also criticized the personality of the legendary Ayutthaya king for being cruel.  
 
The notorious lèse majesté law or Article 112 of the Criminal Code clearly states "Whoever defames, insults or threatens the King, Queen, Heir-apparent or Regent shall be punished (with) imprisonment of three to fifteen years." 
 
This is the second lèse majesté case related to a past monarch. In late 2013, the Supreme Court handed out a landmark verdict in a lèse majesté case in which the defendant was found guilty of defaming King Rama IV, who reigned between 1851 and 1868, surprising lawyers and academics who have always understood that the law does not cover former kings. 
 
According to Wikipedia, Naresuan, who ruled over the Ayutthaya Kingdom from 1590 to 1605, was one of Siam's most revered monarchs as he was known for his campaigns to free Siam from Burmese rule. During his reign numerous wars were fought against Burma. 
 
Several films and soap operas have been made about the monarch. The most recent are the Legend of King Naresuan, comprising five movies telling the story of the young Naresuan till his death. One movie in the series was dedicated to the elephant battle alone.

วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2557

La democrazia in vacanza. Il caso Thailandia




เราต้องภูมิใจที่มีตัวแทน
โดยคุณจรรยา ยิ้มประเสริฐ
สื่อให้โลกรู้ว่าคนไทย
"ไม่ต้องการ" ระบอบเผด็จการ
การทำรัฐประการควบคุมประเทศ
ด้วยทหาร อ้างเรื่องความสงบ
แต่ตัวเองเข้าไปควบคุม
การบริหารงานทุกอย่างของประเทศ

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 12 แล้ว
ที่ไทยมีการทำรัฐประหาร

โปรดช่วยกันไม่สนับสนุนการทำรัฐประหารในไทย
ด้วยการไม่ร่วมลงทุนในทุกๆ ด้าน

สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่าง
ที่ได้สะท้อนความคิดเห็น
ที่ถูกต้องต่อสายตาชาวโลก

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ต้าน ประยุทธ์ กระหึ่มมิลาน อิตาลี







16-10-57 News Room 12.00

ฟันธง! ขึ้นVAT10% ฉุดจีดีพีติดลบ 1%

คาดเริ่มไม่ทันกำหนดเดิม นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย 
ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน 
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 
เปิดเผยในการสัมมนา "โค้งสุดท้ายปี 2557 
ภาพรวมเศรษฐกิจไทย" 
ที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท ว่า 

คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย 
หรือจีดีพี ปี 2558 จะขยายตัวได้ 4% 
ส่วนปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 1.6% 
โดยปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาคือ
การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและ
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่า
จะตัดสินใจจบมาตรการคิวอีหรือไม่ 
ซึ่งหากมาตรการสิ้นสุด
จะทำให้เงินไหลออกจากเอเชีย 
โดยหากเฟดเพิ่มอัตราดอกเบี้ย 0.5% 
จะทำให้อัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตร 
หรืออาร์พีของไทยให้ต้องปรับเพิ่มขึ้นด้วย 
ส่วนค่าเงินบาทสิ้นปีน่าจะอยู่ที่ 33 บาท
ต่อดอลลาร์สหรัฐ และ
ปีหน้าจะอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

"ส่วนกรณีที่กระทรวงการคลัง
จะมีการขายพันธบัตรออกมา
ประมาณ 100,000 ล้านบาท
จากพอร์ต 600,000 ล้านบาท 
จะส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง

วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557

จิ๊กซอว์แห่งอำนาจ บิ๊กป้อม บิ๊กตู่ หลวงปู่และสุเทพ


ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -ในที่สุด “คำถาม” ที่สังคมตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของ “การปฏิรูปพลังงาน” และปริศนา “จิ๊กซอว์แห่งอำนาจ” ซึ่งสังคมยังไม่สามารถ “ไข” และ “คลี่คลาย” ก็ปรากฏออกมาอย่างชัดแจ้งผ่านคำให้สัมภาษณ์ของ “หลวงปู่พุทธะอิสระ” แห่งวัดอ้อน้อย อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม หนึ่งในแกนนำของ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือ กปปส. ที่มี “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ” เป็นเลขาธิการ

โดยเฉพาะเบื้องหลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ที่ต้องบอกว่า “เป็นครั้งแรก” ที่สาธารณชนได้รับรู้ข้อมูลอย่างเป็นทางการจากปากของหลวงปู่พุทธะอิสระ ซึ่งชัดเจนแล้วว่า “เป็นคนวงใน” ที่ใกล้ชิดและแนบแน่นกับศูนย์กลางอำนาจของประเทศในเวลานี้อย่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)

เป็นจิ๊กซอว์แห่งอำนาจที่สำแดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลวงปู่พุทธะอิสระและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งเฉลยผ่านบทสัมภาษณ์ที่ใช้ชื่อว่า “เขาหักหลังเรา” ที่อดีตแกนนำ กปปส.แห่งเวทีแจ้งวัฒนะรูปนี้ ให้ไว้กับ “ไทยโพสต์ แทบลอยด์” เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา


“อยากเล่าในเรื่องที่สังคมไม่ได้รู้ ให้ได้รู้ว่าช่วงการต่อสู้ของ กปปส. ก่อนที่จะมีการรัฐประหาร 22 พ.ค. 57 ย้อนหลังไปก่อนหน้านั้นสัก ประมาณ 15 วัน หรือ 3 สัปดาห์ ทุกเวที กปปส. เริ่มระส่ำระสาย เสียขวัญ ไม่เว้นแม้แต่เวที แจ้งวัฒนะ แต่ฉันก็พยายามรักษาฟอร์มไว้ แต่ทุกเวทีโดยเฉพาะเวทีลุงกำนัน จะเห็นได้ว่าแกเริ่มเซ เริ่มรวน เวที คปท. ของนิติธร ล้ำเหลือด้วย มีทั้งคนเจ็บ คน ตาย มีทั้งกฎหมายเข้ามาบีบ มีการข่มขู่คุกคามสารพัด ไม่เว้นแม้แต่เวทีแจ้งวัฒนะ หนทางที่ว่าจะเสร็จ ยุติ จบ มันล่มมาตลอด ในช่วงนั้นฉันก็ประสานกับทหารอย่างหลวมๆ ไว้ในระดับต้นแล้วว่ามันจะไปอย่างใดแบบไหน ในขณะเดียวกันเราก็พยายามประคองตัวไม่ให้เพลี่ยงพล้ำเกินไป ไม่ให้เสียมวย จะล้มก็ล้มอย่างมีเชิง จะยืนอยู่ก็ต้องอยู่อย่างปลอดภัยแบบผู้ชนะ

“...เราก็พยายามบอกลุงกำนัน โทร.ไปเตือน ก่อนหน้าที่จะปฏิวัติหนึ่งวัน ฉัน โทร.ไปบอกลุงกำนันว่าทหารเขาจะทำแล้วนะ ลุงกำนันบอกว่าถ้าทหารจะทำก็อยู่ข้างหลังผม ถามว่ามีทหารที่ไหนที่เขาจะโง่ขนาดนั้น ที่ไปอยู่หลังลุงกำนัน เราก็เลยบอกว่า วิธีการของลุงกำนันที่จะให้ได้รัฐบาลที่มาจากสมาชิกวุฒิสภา มันไม่น่าจะได้ข้อยุติหรอก เพราะขบวนการของตระกูลชินมันฝังรากลึกในทุกระบบ องคาพยพสังคมไทย ภาคประชาชนมือเปล่าๆ ทำอะไรไม่ได้ ปล่อยให้ทหารจัดการเถอะ แต่ลุงกำนันก็ยังเชื่อในอำนาจประชาชนอยู่ เราก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนี้ไม่น่าถูกต้องหรอก คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ เราก็สงวนตัวเรา ที่แจ้งวัฒนะเปิดทาง มีทหารมาพูดคุย หากไม่ได้ทหารเข้ามาก็ยังไม่รู้อีกกี่ศพ

“ความจริงข้อนี้ไม่มีใครรู้ มีแต่ไปถล่ม รุมประณามคุณประยุทธ์ ทหารและพวก ซึ่งคนพวกนี้ไม่ได้มาอยู่บนถนน ถ้าลองไปนอนบนถนนแบบพวกเรา กปปส. จะรู้เลยว่า ทหารช่วยชีวิตเรา หาทางออก-ทางลงให้ชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง

“ฉันมีปฏิสัมพันธ์กับทหารมา แล้วทหารก็เข้ามาคุยอยู่เป็นระยะๆ เป็นเรื่องที่เราก็พยายามส่งสารต่อเพื่อนร่วมอุดมการณ์ให้เตรียมพร้อม ฉันก็มีการขีดเส้นให้ลุงกำนันสองรอบคือ ถ้าคุณไม่ไป ไม่สามารถเผด็จศึกจากวันที่ 8 พ.ค. มาเป็นวันที่ 17 พ.ค. และขยับไปวันที่ 20 พ.ค. เลื่อนไปเรื่อย ฉันจะเดินทางไปหัวหินเพื่อถวายคืนพระราชอำนาจ ทหารก็เข้ามาติดต่อว่าอย่าไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาท ปล่อยให้ลูกหลานทหารทำอะไรซักอย่าง เราก็คิดว่าไม่เป็นไร เพราะตอนนั้นรัฐบาลไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศ ผู้คนในบ้านเมืองสิ้นไร้ไม้ตอก คนที่ชุมนุมก็ตายเพิ่มขึ้น มันก็เป็นเหตุผลที่พร้อมจะทำ แต่ตอนนั้นลุงกำนันก็ฝันหวานว่าจะได้พึ่ง ส.ว.(หัวเราะ)”

สิ่งที่ออกมาจากคำให้การของหลวงปู่พุทธะอิสระ แสดงให้เห็นว่าพล.อ.ประวิตร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลวงปู่พุทธะอิสระและนายสุเทพ คือคนกลุ่มเดียวกันในการเดินเกมขับเคลื่อนภาคประชาชน

ดังนั้น ในเวลาต่อมา จงโปรดอย่าแปลกใจว่า ทำไมนายสุเทพถึงเดินไปเดินมาอย่างไร้จุดหมาย ทำไมนายสุเทพถึงนัดชุมนุมใหญ่หลายครั้งหลายคราแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากคนบาดเจ็บล้มตายที่เพิ่มมากขึ้น

และจงอย่าแปลกใจว่า ทำไมนายสุเทพถึงกล่าวปกป้องและชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นอย่างออกนอกหน้า ทั้งๆ ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของอดีต ผบ.ทบ.ผู้นี้ดังขรึมทั้งแผ่นดิน เพราะนายสุเทพรู้อยู่แก่ใจแล้วว่า ทหารเตรียมการที่จะทำรัฐประหารเอาไว้

ทั้งๆ ที่ในความจริงแล้ว ก่อนหน้านี้หากทหารประกาศยืนเคียงข้างประชาชน เป็นกองกำลังให้ประชาชนอย่างหาญกล้าก็จะทำให้การปฏิวัติของประชาชนสำเร็จอย่างงดงามโดยที่ไม่ต้องอาศัยการรัฐประหารแต่อย่างใด วันที่ 3 เมษายน 2557

นายสุเทพกล่าวบนเวทีปราศรัย กปปส.ที่สวนลุมพินีว่า “ผมยืนยันจากประสบการณ์ที่เคยทำงานกับ พล.อ.ประยุทธ์เมื่อปี 21-53 ได้ว่า เหล่าทัพจำเป็นต้องวางตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ผมเห็นใจกองทัพที่ต้องยืนอยู่ท่ามกลางการต่อสู้ระหว่างมวลมหาประชาชนกับฝ่ายรัฐบาลที่อ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง….ผมเชื่อว่า ทหารเป็นมิตรกับประชาชนและยืนข้างเรา ถ้าผมคิดผิด ผมรับผิดชอบเอง ผมการันตีพี่น้องทั้งประเทศ คนอย่าง พล.อ.ประยุทธ์และแม่ทัพนายกองส่วนใหญ่ยืนอยู่ข้างแผ่นดิน ยืนอยู่ข้างประชาชน””

วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 

นายสุเทพกล่าวบนเวทีปราศรัย กปปส.เอาไว้ว่า “ผมดูทีวี นักข่าวถามว่า ประกาศอัยการศึกบอกรัฐบาลหรือยัง เห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอบว่า รัฐบาลอยู่ไหนล่ะ ขอโทษเถอะตั้งแต่คบกันมาพูดได้สะใจก็วันนี้ ผมนึกในใจหากสู้ไม่ชนะจะเดินไปมอบตัวต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่รู้จักกัน ผมรู้สึกรัก พล.อ.ประยุทธ์เพิ่มกว่าเดิม 100 เท่า และขออนุญาตบอกรัก พล.อ.ประยุทธ์”

วันที่ 29 พฤษภาคม 2557

นายสุเทพและเหล่าแกนนำ กปปส.สร้างความฮือฮาอีกครั้งหลังทหารทำรัฐประหารด้วยการพร้อมใจกันใส่ “ชุดเขียวลายพรางทหาร” ไปร่วมงาน “ปาร์ตี้” ฉลองวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 48 ปีของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ แกนนำ กปปส.ที่ร้านอาหารฝรั่งเศส 4 Garcons ซอยทองหล่อ 13 กทม.แถมบนเสื้อของ “คู่จิ้นแห่ง กปปส.” ยังสุดแซ่บ โดยเสื้อของน้องตั๊น-จิตภัสร กฤดากร สกรีนคำว่า “บูรพาพยัคฆ์” ไว้ที่ด้านหลัง ส่วนหนุ่มขิง-เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สกรีนคำว่า “ชัยชนะ” เอาไว้ข้างหน้า

วันที่ 23 มิถุนายน 2557 

หนังสือพิมพ์และเว็บไซต์บางกอกโพสต์ ได้นำเสนอข่าวเรื่อง “สุเทพคุยลับกับประยุทธ์ตั้งแต่ปี 2553 เป้าหมายคือระบอบทักษิณ (Suthep in talks with Prayuth ‘since 2010’ Thaksin regime target in secret talks)”

“นายสุเทพเปิดปากพูดระหว่างงานเลี้ยงอาหารเย็นเพื่อระดมทุนเมื่อคืนวันเสาร์ ที่แปซิฟิกคลับ ในกรุงเทพฯ โดยเขาระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์มีส่วนในการวางแผนเพื่อล้มรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมถึงช่วงก่อนหน้าที่เกิดเหตุนำไปสู่การรัฐประหาร ระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วย” บางกอกโพสต์ระบุ

นอกจากนี้ นายสุเทพยังอ้างด้วยว่า มีการติดต่อกับ พล.อ.ประยุทธ์และทีมงานอย่างสม่ำเสมอผ่านทางช่องทางแอปพลิเคชันไลน์ ทั้งนี้ ก่อนการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 20 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ได้แจ้งกับตนเองว่า “คุณสุเทพ คุณกับมวลมหาประชาชน กปปส.เหนื่อยมามากแล้ว จากนี้เป็นภารกิจของกองทัพเอง”

สิ่ง “คนที่คุณก็รู้ว่าใคร” ปฏิเสธไว้ว่า “ไม่เป็นความจริง” เวลานี้ได้รับคำยืนยันจากปากของหลวงปู่พุทธะอิสระเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะพระซึ่งถือศีล 227 ข้อ ย่อมไม่ทำผิดศีลข้อ “มุสา” ซึ่งเป็นแค่ 1 ในศีล 5 อย่างแน่นอน

ที่สำคัญคือ นอกจากมีความสัมพันธ์อันดีแล้ว หลวงปู่พุทธอิสระยังปกป้อง 3 ป.แห่งบูรพาพยัคฆ์แบบเปิดหน้าเปิดตาอีกต่างหาก โดยมั่นใจว่า คสช.มีความจริงใจที่จะปฏิรูปบ้านเมือง ทั้งๆ ที่ ณ เวลานี้สังคมตั้งคำถามกันมากมายเกี่ยวกับการแต่งตั้ง สปช.ที่เต็มไปด้วย “บุคคล” ทั้งที่เคยทำและปัจจุบันยังทำงานอยู่ในองค์กรที่จำเป็นต้องการมีปฏิรูปไม่แพ้กัน รวมถึงคนในวงศ์วานว่านเครือกับ “คนที่คุณก็รู้ว่าใคร” ที่ไม่ว่าจะมีหัวซีกเดียวหรือหูข้างเดียวก็ไม่สามารถเข้าใจได้ว่า ทำไมถึงต้องเป็นคนกลุ่มก๊วนนี้

“คุณประวิตรก็มาบ่อย ตอนมีอำนาจเขาก็เคยตัดพ้อกับว่า ทำไมไม่ชวนเขาไปร่วมงานด้วย ฉันก็บอกว่าฉันจะคบกับคนที่ไม่มีอำนาจ ถ้าเมื่อใดคุณมีอำนาจก็ไม่อยากคบ เพราะจะกลายเป็นว่าฉันไปอิงอำนาจพวกคุณ เราก็รู้จัก เข้าใจดีว่าเขาคิดเพื่อประโยชน์บ้านเมือง ไม่ได้คิดเพื่อประโยชน์ส่วนตน ถ้าถามว่าวันนี้เหมาะสมไหม ก็วันนี้ไม่ใครที่คุณประยุทธ์ไว้ใจมากเท่ากับ พล.อ.ประวิตร เขาทั้งหมดที่มาที่นี่ เขาก็เรียกพี่เรียกน้อง สนิทชิดเชื้อกัน ก็ไม่ได้อะไรมาก

“ส่วนที่วิจารณ์ว่าจะพังเพราะ พล.อ.ประวิตร คงไม่หรอก พล.อ.ประวิตร เขามีเพื่อนมากทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น ฝ่ายรัฐบาล มีคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับคนได้เยอะและ ได้ดี การที่คุณประยุทธ์ดึงเข้ามาเพื่อจะได้รับความร่วมมือจากปลัดกระทรวงต่างๆ จะเห็นว่าคุณประวิตรจะมีเพื่อนฝูงรอบตัวไปหมด และดึงคนที่ไว้ใจมาร่วมทำงาน เมื่อคุณประยุทธ์ที่นิสัยค่อนข้างจะเก็บตัว ไม่ค่อยกว้างขวางเหมือนคุณประวิตร มันก็เลยเป็นที่มาว่าคุณประวิตรเป็นพี่ใหญ่รับหน้าเสื่อไป ก็เป็นธรรมดาเพราะเขาไว้ใจคุณประวิตร ก็เหมือนฉันที่ไว้ใจใครก็ใช้คนนั้น เพราะว่าอำนาจที่อยู่บนหลังเสือ พลาดนิดเดียวก็หัวทิ่มแล้ว เพราะคนจ้องอยู่ทุกอย่างก้าว”

“เท่าที่เห็นที่คนเรียกกันว่าพี่น้องบูรพาพยัคฆ์ก็รักกันดี พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยก็เคยมาที่วัด 2 ครั้ง คุณประวิตรมาตั้งแต่สมัยเป็นเสนาธิการทหารบก จนมาเป็น ผบ.ทบ. ที่นี่จะเป็นเสียงร่ำลือ อย่างที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ว่าไว้ ใครอยากเป็น ผบ.ทบ. ต้องมาทอดกฐินที่นี่ ประมาณเหมือนอย่างนั้นเลยแหละ ถ้าทอดปุ๊บกลับไปได้เป็น ผบ.ทบ. อะไรประมาณนั้น เหมือนจะเป็นความเชื่อหรือแม้กระทั่งพลเอก สมทัต อัตตะนันทน์ และคนก่อนหน้านั้น ฉันก็ไม่รู้ว่าเป็นได้อย่างไร แต่ พลเอก อุดมเดช ไม่เคยมาเพราะเขาไม่รู้ ก็ไม่ต้องมาหรอก ทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองก็พอ และคิดว่า คสช. คงไม่สืบทอดอำนาจ เพราะเขาต้องการให้บ้านเมืองมีทิศทางที่ชัดเจน เมื่อชัดเจนแล้วเขาก็คงวางมือ รามือ และก็เลิก”

เป็นคำให้สัมภาษณ์ที่เฉลยคำตอบว่า ทำไมคนที่อยู่ในสังกัดของป้อมคอนเนกชันถึงได้เข้ามามีตำแหน่งแห่งหนเป็นจำนวนมาก ทั้งรัฐบาล สนช.สปช.รวมทั้งหน่วยราชการ ทหาร ตำรวจและรัฐวิสาหกิจต่างๆ

เป็นคำให้สัมภาษณ์ที่เฉลยคำตอบว่า ทำไมถึงมีคำกล่าวของสังคมในทำนองล้อเลียนกันสนุกปากว่า “ประวิตรคิด ประยุทธ์ทำ”

สำหรับประเด็นเรื่องความขัดแย้งกับภาคประชาชนในเรื่องการปฏิรูปพลังงาน บทสัมภาษณ์ของหลวงปู่พุทธะอิสระบ่งบอกและตอกย้ำให้เห็น
เช่นกันว่า การที่หลวงปู่พุทธะอิสระมีทัศนคติเชิงลบต่อการต่อสู้ของเครือข่ายภาคประชาชนด้านพลังงานเป็นเพราะเหตุผลอะไร

หลวงปู่ตั้งคำถามถึง มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน

หลวงปู่ตั้งคำถามถึง “รสนา โตสิกระกูล “อดีตสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)

หลวงปู่ตั้งคำถามถึง “อิฐบูรณ์ อ้นวงษา” หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

แต่สำหรับอีกฝ่ายหนึ่ง นอกจากหลวงปู่จะไม่ตั้งคำถามถึงแล้ว ยังปกป้องอย่างออกนอกหน้า โดยไม่เคยย้อนหลังกลับไปดูสิ่งที่กลุ่มคนเหล่านี้เคยทำในอดีตเลยแม้แต่น้อย

“อยากถามว่าฝ่ายคุณสู้มากี่ปีแล้ว ให้คำตอบอะไรกับบ้านเมืองบ้าง คุณสามารถเอาคนที่บอกว่าโกงบ้านโกงเมืองติดคุกได้หรือยัง ทำกันมาเป็นสิบปีแล้วแต่ละคน แล้วอะไรคือคำตอบพลังงานของชาติ บ้านเมืองนี้ต้องรอให้คุณมาสร้างวิวาทะ แล้วจะเดินหน้าไปได้หรือ ฉันคิดไม่เหมือนเขา เลยบอกไม่เอา เลิกคบ”

หลวงปู่พุทธะอิสระคงจะลืมไปว่า มิใช่ภาคประชาชนหรอกหรือที่ฟ้องร้อง ปตท.และสามารถทวงคืนท่อก๊าซซึ่งเป็นสมบัติของชาติที่ ปตท.นำไปใช้เป็นทรัพย์สินส่วนตัวกลับมาเป็นของประชาชนได้

หลวงปู่พุทธะอิสระคงจะลืมไปว่า มิใช่ภาคประชานหรอกหรือที่ฟ้องร้องกระทั่งทำให้ไม่สามารถแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้สำเร็จ

ยิ่งกับ “ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” ประธานกรรมการ บมจ.ปตท.ด้วยแล้ว ยิ่งเห็นได้ชัด

“ไอ้ประโยชน์ที่จะได้ข้างหน้าไปไป มั่วแต่ย่ำอยู่กับที่ในความผิดของ นาย ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์”

“ฉันไม่สนใจหรอก ได้ประกาศไปแล้วว่า หากคุณคิดว่า วิธีที่คุณสู้เรื่องนี้มาสิบปีแล้วจะเอาคนผิดมาลงโทษ แล้วจ้องจะเป็นฮีโรบนซากศพคนอื่น แล้วคิดว่าชาติบ้านเมืองจะได้ประโยชน์ คุณก็สู้ของคุณไป”

“ภาคประชาชนที่สู้กันมาเป็นสิบปี ไม่มีใครเครดิตอะไรให้เขาเชื่อแล้ว ก็เพราะตัวเองชวนทะเลาะตลอด ย่ำอยู่กับที่ตลอด ฉันถึงเขียนในเฟซบุ๊กว่า นักสู้ พลังงานมีใครบ้างที่มีปฏิสัมพันธ์อันดีกับ คสช.และทหาร ถ้าไม่ใช่ฉัน ทำไมคุณไม่ใช้ฉันทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ทำไมมาใช้ฉันไปรบกับศัตรู แล้วทำให้ศัตรูมันด่าวดิ้นสิ้นใจตาย นี่คือวิธีคิดของพวกคุณหรือ”

คำตอบของหลวงปู่พุทธะอิสระในเรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญยิ่ง เพราะจิ๊กซอว์แห่งอำนาจระหว่าง “บิ๊กป้อม บิ๊กตู่ หลวงปู่และลุงกำนัน” เป็นคำตอบที่ทำให้สามารถยังเชื่อมโยงไปถึงบางอ้อว่า ทำไมบนเวที กปปส.ถึงห้ามพูดถึงเรื่องการปฏิรูปพลังงาน

ทำไม “นายดุสิต เครืองาม” น้องชายของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับโซลาร์เซลล์ถึงได้คัดเลือกเข้ามาเป็น สปช.สายพลังงาน แล้วบังเอิญไปสอดคล้องกับแนวทางในการปฏิรูปพลังงานของหลวงปู่ที่มุ่งเน้นไปที่พลังงานทางเลือก

และที่สำคัญคือทำไมนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ที่ปรากฏตัวบนเวทีของ กปปส.หลายครั้งหลายคราจึงได้รับการแต่งตั้งให้เข้าไปเป็นประธานกรรมการ บมจ.ปตท. และทำไมหลวงปู่พุทธะอิสระถึงให้การสนับสนุนนายปิยสวัสดิ์ชนิดสุดลิ่มทิ่มประตู

เพราะพวกเขาคือคนกลุ่มเดียวกัน!!!

บิ๊กป้อม....บิ๊กตู่....หลวงปู่.....และลุงกำนัน 

หลวงปู่คิดอย่างไร ลูกศิษย์ก็คิดอย่างนั้น

และแน่นอนใครก็ตามที่คิดและแสดงออกในทิศทางที่ไม่เห็นด้วยก็จะถูกหาว่าเป็นพวกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ เป็นพวกเสี้ยมให้ประชาชนแตกกับทหาร เข้าทางทักษิณและเสื้อแดง หรือเป็นพวกที่คิดแต่จะเอาชนะคะคานบนซากศพของศัตรูทันทีโดยมีมวลชนชาวนกหวีดผู้ภักดีทำหน้าที่เดินหน้าท้าชนในทุกรูปแบบ

ถามว่า แล้วประเทศชาติและประชาชนได้อะไร การปฏิรูปจะสำเร็จหรือไม่

ตอบว่า ไม่รู้ เพราะกาลเวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์
...

ลิ้งค์บทความ เขาหักหลังเรา:
http://www.thaipost.net/tabloid/051014/97126