วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

60 นักวิชาการ จาก 16 สถาบัน ประณาม คสช. คุกคามอาจารย์-นักศึกษา



นักวิชาการ 60 คนจากมหาวิทยาลัย 16 แห่งทั่วประเทศ 
ออกจดหมายเปิดผนึกประณามทหาร-ตำรวจ 
ที่ใช้กำลังเข้ายุติงานเสวนาวิชาการ 
พร้อมคุมตัวนักวิชาการและนักศึกษา 
ถึงภายในเขตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันที่ 21 กันยายน 2557 นักวิชาการ 60 ท่าน
จากมหาวิทยาลัย 16 แห่งทั่วประเทศ 
ได้ออกจดหมายเปิดผนึกประณามการที่ทหาร
และตำรวจบังคับให้นักวิชาการและนักศึกษา
ยุติงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ 
"ห้องเรียนประชาธิปไตย: 
บทที่ 2 การล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ" 
ซึ่งจัดขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 
พร้อมทั้งควบคุมตัวนักศึกษาและวิทยากรไปสถานีตำรวจ 
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา

นักวิชาการกล่าวในจดหมายว่า การกระทำของทหาร
และตำรวจครั้งนี้เป็นการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการอย่างชัดเจน 
และยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง ผู้ลงนามในจดหมายยังเรียกร้อง
ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 
หยุดคุกคามนักวิชาการและนักศึกษาโดยทันทีด้วย

นักวิชาการที่ร่วมลงชื่อประกอบด้วยอาจารย์
ประจำจาก 31 คณะ 16 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

อันธิฌา แสงชัย อาจารย์ประจำคณะคณะมนุษยศาสตร์
และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 
วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ลงชื่อ ให้ความเห็นว่า 
ข้ออ้างของเจ้าหน้าที่รัฐที่ว่าเขามีอำนาจเข้าควบคุม
ได้เพราะกฎอัยการศึกยังประกาศใช้อยู่นั้น 
เป็นเพียงการประกาศว่ามีอำนาจคุกคาม 
แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าการใช้อำนาจคุกคามนั้นชอบธรรม

 ดร.กนกรัตน์ สถิตนิรามัย 
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อีกหนึ่งผู้ร่วมลงชื่อ 
กล่าวด้วยว่า การที่ตำรวจบังคับให้นักวิชาการ
ต้องเซ็นเอกสารว่าจะยินยอมส่งหัวข้อการเสวนาทุกๆ ครั้ง
ให้ทหารอนุมัติก่อนนั้น เป็นการละเมิดเสรีภาพ
ทางวิชาการอย่างชัดเจน 
งานวิชาการที่เนื้อหาถูกควบคุมนั้น
ไม่เรียกว่าเป็นงานวิชาการที่แท้จริง


    
 
          สำหรับเนื้อหาในจดหมายเปิดผนึก มีดังนี้

          จดหมายเปิดผนึกประณามการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ เรื่อง ประณามการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการและการควบคุมตัวอาจารย์และนักศึกษา

          เนื่องด้วยเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2557 ได้มีทหารและตำรวจเข้าบังคับนักวิชาการและนักศึกษา ให้ยุติงานเสวนาวิชาการ "ห้องเรียนประชาธิปไตย : บทที่ 2 การล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ" ซึ่งจัดขึ้นภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นอกจากนี้ ทหารและตำรวจยังได้ควบคุมตัวนักศึกษาที่จัดงาน รวมทั้งวิทยากรและผู้ดำเนินรายการ ได้แก่ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ดร.เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ นายภาณุ ตรัยเวช และ ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ ไปที่สถานีตำรวจนครบาลคลองหลวง

          เราในฐานะนักวิชาการ ขอประณามการกระทำของทหารและตำรวจ ที่ใช้อำนาจคุกคามนักศึกษาและนักวิชาการถึงในพื้นที่มหาวิทยาลัย การกระทำดังกล่าวคุกคามสิทธิเสรีภาพทางวิชาการอย่างชัดเจน และเป็นการกระทำที่ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง

          ข้ออ้างที่ว่า กฎอัยการศึกยังประกาศใช้อยู่นั้นเป็นเพียงการประกาศว่าทหารและตำรวจมี "อำนาจ" จะคุกคามได้ แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าการใช้อำนาจคุกคามนั้นชอบธรรม ส่วนข้ออ้างที่ว่างานเสวนาวิชาการนี้อาจกระทบต่อความมั่นคงนั้นก็เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น การจัดเสวนาวิชาการเกี่ยวกับการเมือง ไม่ว่าจะการเมืองในประเทศหรือการเมืองต่างประเทศ เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง และที่ผ่าน ๆ มาก็ไม่เคยปรากฏเลยว่างานเสวนาวิชาการลักษณะนี้กระทบต่อความมั่นคง ไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ

          เราขอเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หยุดใช้อำนาจคุกคามนักวิชาการและนักศึกษา และหยุดคุกคามเสรีภาพในทางวิชาการ หากสิทธิพื้นฐานอย่างสิทธิในการแลกเปลี่ยนทางปัญญาในสถานศึกษายังไม่ได้รับการเคารพ เราก็ย่อมไม่มีทางหวังได้เลยว่าประเทศไทยภายหลังการปฏิรูปของ คสช. จะเป็นประเทศที่เคารพสิทธิพื้นฐานของประชาชน


วิจารณ์แซด กกต. ดูงานลงประชามติที่สกอตแลนด์ พร้อมทัวร์7วัน

สาบานได้นี่เป็นการเอาเงินภาษีประชาชนไปเที่ยว

จากกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต.ไทย
เดินทางไปสังเกตการณ์การลงประชามติ
ว่าด้วยอนาคตของสกอตแลนด์ 
ว่า จะแยกตัวเป็นเอกราชจากสหราชอาณาจักรหรือไม่  
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา 18 ก.ย.57 
โดยกำหนดการดูงานในครั้งนี้รวมทั้งหมด 7 วัน


โดนสังคมชาวออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์ภาพที่
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารจัดการเลือกตั้ง 
ได้โพสต์ภาพการศึกษาดูงานที่สกอตแลนด์ลักษณะคล้าย
กับไปท่องเที่ยวมากกว่าไปศึกษาดูงานจริงและหลายคนมองว่า
เป็นการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างฟุ่มเฟือยและไม่สมเหตุสมผล 
เนื่องจากติดตามผลประชามติรวมไปถึงการศึกษาขั้นตอน
และวิธีการสามารถรับชมได้ผ่านทางการรายงานของสื่ออังกฤษ
และสื่อทั่วโลกที่มีการรายงานดังกล่าว
ซึ่งชาวสังคมออนไลน์บางส่วนมองว่าในช่วงนี้ประเทศไทย
ยังไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ เนื่องจากอยู่ในช่วงปฏิรูป
ประเทศโดยรัฐบาลคสช. การไปดูงานดังกล่าวอาจจะเ
ป็นการไร้ประโยชน์และการทำประชามติของสกอตแลนด์
ไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับสังคมไทย 
เนื่องจากมีความแตกต่างและความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นกันมาก


วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยึดชาติ


เผด็จการครั้งนี้พยายามจะยึดทั้งรัฐและชาติ






ที่มา บีบีซีไทย
เผด็จการเท่านั้นที่กลัวคน


การจัดกิจกรรมของกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย 
ในหัวข้อ "ห้องเรียนประชาธิปไตย : 
บทที่ 2 การล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ" 
โดยมีวิทยากร ได้แก่ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ 
ดร.เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ 
ดำเนินรายการโดย ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ 
ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 
ต้องถูกยกเลิก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร
ได้ขอความร่วมมือให้ยุติ และนำตัวผู้บรรยาย
และนักศึกษาอีกสามคนเดินทาง
ไปยังสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง ปทุมธานี

ก่อนหน้านี้ พันเอก พัลลภ เฟื่องฟู ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุม 
กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 ได้ส่งหนังสือ
ขอความร่วมมือไปยังรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต 
ให้งดการจัดกิจกรรมดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า
อาจส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาของชาติ 
และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความแตกแยก
และความเห็นต่างทางทัศนคติในทางการเมืองอีก 

นายนิธิ ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยขณะอยู่ในรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ซึ่งนำตัวไปยังสถานีตำรวจภูธรคลองหลวงว่า 
ในการเสวนาครั้งนี้ตนได้เป็นผู้กล่าวเริ่มต้นว่า 
การกระทำที่เป็นเผด็จการนั้นต้องมีเครื่องมือสองสิ่ง 
คือการทำให้คนกลัว กับการมีอุดมการณ์
ซึ่งไม่ใช่การย้อนกลับไปหาอดีต 
แต่เพื่อการสร้างอนาคต หากขาดอุดมการณ์ดังกล่าว
และมีเพียงความกลัว นั่นก็หมายความว่าฝ่ายเผด็จการ
เป็นผู้เกรงกลัว ไม่ใช่ฝ่ายผู้ถูกกระทำที่จะกลัว

"คุณจะกลัวทุกอย่าง เพราะอุดมการณ์

ของคุณคือชาตินิยม 
เวลาพูดถึงชาติ คุณพูดถึงคน 
นั่นก็หมายความว่าคุณกลัวคน 
และตกใจกลัวไปหมด คนทำอะไรก็กลัวไปหมด" 
นายนิธิ กล่าว และว่า เหตุรัฐประหารที่เกิดขึ้น
ในประเทศไทยนั้นมีเพียงสองครั้งสุดท้าย 
ที่เป็นความพยายามจะยึดทั้งรัฐและยึดทั้งชาติ 
ซึ่งครั้งที่แล้วกระทำไม่สำเร็จ 
สำหรับครั้งนี้ชาติยังไม่ได้ถูกยึด 
เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยึดชาติ

ด้าน ดร.ประจักษ์ กล่าวว่า ตนพร้อมด้วย ศ.ดร.นิธิ ดร.จันจิรา 
และนักศึกษาอีกสามคน ถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง 
เพื่อปรับความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้ในอนาคตว่าจะทำได้หรือไม่ได้

สำหรับงานนี้นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเจ้าของงาน 
วิทยากรได้รับเชิญไปบรรยาย และนักศึกษาได้ทำโครงการ
ขอจัดงานกับทางมหาวิทยาลัยเป็นที่เรียบร้อย 
แต่เมื่อถึงเวลาจัดงาน ห้องที่ขอไว้กลับถูกปิดไม่ให้ใช้ 
เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยได้รับจดหมายขอให้งดจัดกิจกรรม 
ซึ่งเข้าใจได้ว่ามหาวิทยาลัยคงถูกบีบ 

"ผมเห็นว่าการทำโร้ดแมปเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ 
ถ้าไม่ได้เริ่มจากการให้สื่อ ให้ประชาชน 
และนักวิชาการ ได้มีเสรีภาพ ก็คงไปถึงจุดนั้นไม่ได้" 
ดร.ประจักษ์ กล่าว 

ตำรวจ สั่งยุติ เวทีเสวนา มธ.





ผมว่าเจ้าหน้าที่มองไม่ตรงกัน 

เจ้าหน้าที่มองความมั่นคงเป็นหลักหวาดระแวง

การมีส่วนร่วมของประชาชน 

ทุกภาคส่วนด้วยความบริสุทธ์ใจ
เป็นพื้นฐานของการปฏิรูป 

พื้นฐานการปรองดอง
พื้นฐานของประชาธิปไตย


อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ 
อาจารย์รัฐศาสตร์ธรรมศาสตร์


"เกษียร" เตือนอย่ากลัวเสรีภาพวิชาการ แนะสมคิด-นรนิติลาออกสนช. ถ้าไม่คิดช่วยรักษาสถาบันการศึกษา


จากกรณีที่ เจ้าหน้าที่ ได้สั่งระงับการจัดงาน
ห้องเรียนประชาธิไปตย 
ครั้งที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต 
โดยได้ขอความร่วมมือให้ผู้จัดงาน และ วิทยากร 
ยกเลิกกิจกรรมดังกล่าวเนื่องจาก คสช.เ
กรงว่าจะเกิดความแตกแยก 
และได้คุมตัว นักศึกษา อาจารย์ ซึ่งเป็นวิทยากร 
ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ 
อาจารย์ ดร.เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ 
อาจารย์ ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ และ 
อาจารย์ ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ ไปยัง สภ.คลองหลวง

ล่าสุด ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ 
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ 
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เขียน
ข้อความผ่านทาง เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า



































โปรดอย่าหวาดกลัวการใช้เสรีภาพทางวิชาการในมหาวิทยาลัยเลย

ผมคิดว่าจะเป็นการดีต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยในสายตาชาวโลกและสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทยด้วยกันหากท่านนายกรัฐมนตรีจำกัดการใช้อำนาจกฎอัยการศึกไว้นอกพื้นที่เสรีภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัย

เพราะพลังแห่งปัญญาความรู้โดยสันติจะเป็นฐานสำคัญของการปรองดองปฏิรูปและเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยสมบูรณ์ได้

นักวิชาการ นักศึกษาเพียงแสวงหาความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอันเป็นจุดมุ่งหมายของสถาบันการศึกษา ไม่มีอาวุธจะไปสู้รบอะไรกับใคร ได้โปรดอย่ากลัวและหวาดระแวงการใช้เสรีภาพทางวิชาการในมหาวิทยาลัยเลย

ต่อมานายเกษียร ยังได้โพสต์อีกหนึ่งข้อความมีเนื้อหาว่า

เรียนท่านนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผมอยากแนะนำท่านนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า หากทั้งสองท่านไม่สามารถคุ้มครองเสรีภาพทางวิชาการในมหาวิทยาลัยของเราได้ ก็ควรจะลาออกจากตำแหน่งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติเสียเถอะครับ เพราะอยู่ไป ก็ไม่ได้ช่วยรักษาสถาบันวิชาการและการศึกษาของเราแห่งนี้แต่อย่างใด

ด้วยความนับถือ


วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

นายกตู่ ปล่อยมุขฮาปากพล่อยอีกแล้ว

*ดังอีกแล้ว* นายกตู่ ป.1
(นายกของพวกกปปส.)
ปล่อยมุขปากพล่อย 
(มุขฮาๆๆ ทำให้ดูฉลาด)

ด้วยการถามกลับนักข่าว 
นักท่องเที่ยวใส่ชุดบิกินี
ไปไหนมาไหน
แล้วดูปลอดภัยเหรอ ?

ล่าสุดถูกตีข่าวดังไปทั่วโลก

สื่อต่างประเทศ ทั้งสำนักข่าวเอเอฟพี
และสื่ออังกฤษ เดอะ มิเรอร์ และ
ดิ อินดิเพนเดนท์ ต่างตีข่าว "นายกฯตู่"
ถามกลับนักท่องเที่ยวที่มาไทย
"พวกเขาคิดว่าใส่บิกินี่แล้วปลอดภัยเหรอ"
ต่อกรณี 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ
ถูกฆาตกรรมบนหาดเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี




















จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย 
ที่มีนักท่องเที่ยวสัญชาติอังกฤษ 2 ราย 
คือ น.ส.ฮันนาห์ วิทเธอร์ริดจ์ อายุ 24 ปี 
และ นายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ อายุ 24 ปี 
ถูกฆาตกรรมเสียชีวิตริมชายหาดที่เกาะเต่า 
อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี 
และพบเป็นศพเมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา

สื่อต่างประเทศ โดยเฉพาะสื่ออังกฤษได้ให้ความสนใจ 
ติดตามลงพื้นที่ทำสกู๊ป สื่อต่างประเทศหลายสำนักตีข่าว 
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี 
กล่าวผ่านการถ่ายถอดโทรทัศน์ 
ระหว่างการประชุมชี้แจงนโยบายรัฐบาล
ต่อผู้บริหารระดับสูงถึงกรณีนี้ว่า 
"ปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวมีอยู่เสมอ 
พวกเขาคิดว่าประเทศของเราสวยงามและปลอดภัย 
ก็เลยทำอะไรที่อยากทำ พวกเขาใส่บิกินี่และเดินไปไหนก็ได้"

นายกฯ กล่าวว่า 
"พวกเขาคิดว่าใส่บิกินี่แล้วปลอดภัยเหรอ...เว้นแต่ว่าไม่สวย?" 

ด้านดิ อินดิเพนเดนท์ ระบุว่า 
ตั้งแต่หลังการรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม 
และสถานการณ์ประเทศไทยที่อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก 
ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทย
ไม่สามารถซื้อประกันที่คุ้มครองความปลอดภัย
จากเหตุทางการเมืองได้ 

โดยตัวเลขนักท่องเที่ยวมาไทย
ตกลงมากกว่า 10% ใน 8 เดือนแรก
ของปี 2557 เมื่อเทียบกับที่ผ่านมา



http://www.mirror.co.uk/news/world-news/thailand-beach-murders-fury-thai-4274831








วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

ทอม ดันดี: จดหมายระบายความในใจ-การถูกจับกุม

ที่มา ประชาไท ออนไลน์



หมายเหตุ: ข้อความระบายความในใจและสภาพการถูกจับกุมจากปากเจ้าตัว ‘ทอม ดันดี’ อดีตนักร้องที่ผันตัวมาเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองและล่าสุดเป็นเกษตรกรปลูกไผ่  ปัจจุบันเขาถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จากข้อหามาตรา 112 และฝ่าฝืนคำสั่งไม่รายงานตัวตามประกาศ คสช.

แรกเริ่มปัญหาที่เกิดขึ้น หลังมีประกาศกฎอัยการศึก ผม(ทอม ดันดี) ทำสวนอยู่บ้านพ่อ จ.เพชรบุรี และบอกสั่งเพื่อนไว้ถ้ามีประกาศเรียกมารายงานตัว คสช. ชื่อ นายธานัท ธนวัชรนนท์ ให้รีบแจ้งข่าว เหตุเพราะที่บ้านสวนไม่มีทีวีและวิทยุ จึงมิอาจทราบหมายเรียกตัวตามประกาศ คสช. ซึ่งใช้ชื่อเดิม คือ นายพันธิวา ภูมิประเทศ และมิได้มีการส่งข่าวจากเพื่อน

วันที่ 8 มิถุนายน 2557 เวลา 3 ทุ่มเศษ มีข่าวประกาศเรียก นายธานัท ธนวัชรนนท์ ให้มารายงานตัว จึงได้รับโทรศัพท์บอกกล่าวจากเพื่อน ในวันที่ 9 มิถุนายน 2557 ประมาณเวลา 5 โมงเช้า ขณะผมดูแลคนงานทำไร่ พักเที่ยงจึงได้ทราบข่าวกับคนที่บ้านจึงได้โทรศัพท์ติดต่อประสานไปยังเพื่อนที่ทำงานในโครงการพระราชดำริ “สันติภาพ” สมเด็จพระเทพฯ ที่ อ.จะนะ สะบ้าย้อย และได้เรียนคุยกับท่านพลโทธนายศ เพื่อนัดหมายเข้ารายงานตัวกับ คสช. ซึ่งท่านก็ได้แจ้งประสานไปยังพันเอกนิธิ ซึ่งจากนั้นผม (ทอม ดันดี) ได้โทรศัพท์ติดต่อท่าน พันเอกนิธิได้ให้คำแนะนำว่า ณ เวลาที่กำลังโทรศัพท์ น่าจะมิทันเวลาเข้ารายงานตัวในวันนี้ จึงรับเรื่องนัดหมายให้มาในวันรุ่งขึ้น 10 มิถุนายน 2557 เวลา 10.00-11.00 น. ณ สโมสรกองทัพบก เทเวศน์ กทม.

หลังจากตกลงนัดหมายเป็นที่เรียบร้อย เวลาบ่ายสามโมงวันเดียวกัน ผมจึงได้ขับรถปิคอัพขนผลผลิตในไร่ คือ หน่อไม้ไผ่หวานกิมซุง ไปส่งให้กับลูกค้า ขณะที่ขับรถไปตามเส้นทางสายแก่งกระจาน ห่างจากบ้านประมาณ 10 กม. ได้มีรถจี๊ป เชอโรกี วิ่งตามจี้ท้ายและขับปาดหน้า พร้อมขบวนรถยนต์อีก 4 คัน ขับมาจอดปิดท้าย จากนั้นมีกลุ่มชายฉกรรจ์อาวุธครบมือ (ปืนสงคราม และปืนสั้น) จำนวน 15-20 คน เข้ารายล้อมพร้อมตะโกนให้ห้ามทำการต่อสู้ขัดขืนและให้ออกมาจากรถ สร้างความตกตะลึงและหวั่นหวาดต่อผมและภรรยาเป็นอย่างมาก ในเวลาเดียวกับที่มีเจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบ พร้อมนายตำรวจนอกเครื่องแบบแสดงตัวขอทำการจับกุมในข้อหาไม่เข้าไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช. โดยไม่มีหมายจับ โดยไม่รับฟังคำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น และมีขวบนรถทหารพร้อมทหารในเครื่องแบบใส่เสื้อเกราะกันกระสุน อาวุธสงครามครบมือ มารับส่งต่อตัวผมไปยังกองพันทหารราบที่ 15 จังหวัดเพชรบุรี

เมื่อไปถึงได้มีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจมาทำการสอบสวนโดยยัดข้อหาหลบหนีและขัดขืนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และพยายามยัดเยียดเรื่องอาวุธสงคราม, การซ่องสุมกำลังพล, แผนผังการวางระเบิดที่จังหวัดราชบุรีและความผิดในข้อหา หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายเบื้องสูง (มาตรา 112)

สิ่งที่เจ้าหน้าที่คิดและสรุปเอาเองตามวิสัยทัศน์ของผู้มีอำนาจ ทำให้ผมรู้สึกเสียใจ เสียดายเงินภาษีที่ต้องนำมาเลี้ยงดูบุคคลเหล่านี้ อ่อนเยาว์ ต่อการบริหารประเทศเหลือเกิน

ผมถูกสอบสวน ตั้งแต่เวลา 20.30-23.20 น. ก็มีทหามารับตัวไปส่งควบคุมตัวไว้ที่กองร้อยทหารพราน อ.ลาดหญ้า จ.กาญจนบุรี หน่วยทหารพรานนี้ดูแลผมดีมาก เขารู้จักคุ้นเคยกับผมเพราะเคยปลูกป่าร่วมกัน งานเฉลิมพระเกียรติที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ 2 คืนที่อยู่กับหน่วยนี้ ผมได้เข้าไปช่วยแนะแนวการเล่นดนตรีอยู่หลายชั่วโมง

วันที่ 12 มิถุนายน 2557 เวลา 5.00 น. มีทหาร สห.5 นายจากกทม.และพลขับ มารับตัวผมเดินทางโดยรถตู้เพื่อนำตัวมาสอบสวน ณ สโมสรกองทัพบก เทเวศวร์ กทม. ถึงที่หมายเวลา 7.30 น. สห.ที่ควบคุมตัวจึงนำผมลงจากรถไปนั่งรอในห้องเล็ก ประมาณ 2 ชม.แล้วจึงคุมตัวไปยังอีกห้อง พร้อมนำถุงผ้ามาคลุมศีรษะและใส่กุญแจมือ พาจูงไปขึ้นรถยนต์อีกคันหนึ่งแล้วขับออก

ระยะเวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมง จึงจอดรถ แล้วพาเดินวกวนเข้าไปในห้องติดแอร์เล็กๆ ห้องหนึ่ง ให้นั่งเก้าอี้และกดศรีษะให้ก้มลง ซักครู่จึงมีคนอีกชุดซึ่งน่าจะมี 3 คน เข้ามาเริ่มทำการสอบสวน
-คนที่หนึ่งน่าจะนั่งอยู่ด้นขวามือ ทำหน้าที่บันทึกการสอบวนและส่งคำถาม

-คนที่สอง ทำหน้าที่เปิดคลิปเสียง ประกอบการสอบสวน

-คนที่สาม คือ คนยืนข้างหน้าและเป็นผู้สอบถาม
ตลอดเวลาในการสอบสวน ผม (ทอม ดันดี) ได้ยินแต่เสียงขู่ เสียงด่า ตะโกนคำหยาคาย ประโยคซ้ำๆ ด้วยการข่มขู่ว่าสามารถจะฆ่าผมทิ้งได้โดยไม่มีความผิดและจะนำลูกเมียมาทรมานจนกว่าผมจะรับสารภาพ

มีชุดสอบสวนในคำถามซ้ำๆ เปลี่ยนเข้ามาสอนผมไม่ต่ำกว่า 3 ชุดด้วยคำถาม
“มึงเอาอาวุธไปไว้ไหน”

“มึงมีกองกำลังเท่าไหร่”

“กูมีหลักฐานทุกอย่างพร้อม”
ผมตอบตามความจริงเท่าที่รู้ ผมบอกว่า “ผมไม่รู้เรื่องการวางระเบิด ไม่มีอาวุธสงคราม ไม่มีกองกำลัง และได้ค้าขายอาวุธใดๆ ทั้งสิ้น”
“ถ้าคุณทหารมีภาพผมถืออาวุธสงครามจริง มันอยู่ในหนังเรื่องไหนพราะผมเป็นพระเอกหนังบู๊ ถือปืนเกือบทุกเรื่อง และผมเป็นนักร้องมีชื่อเสียง จะไปทำให้เสียชื่อตัวเองทำไม ผมขี่รถช็อปเปอร์ ขับรถเก๋ง เที่ยว กิน ดื่มไวน์ ไม่สนุกกว่าเหรอ
ที่ผมออกมาต่อสู้ก็เป็นเรื่องประชาธิปไตย และปากท้องของประชาชนเท่านั้น ผมไม่นิยมสงครามและไม่ชอบความรุนแรง ผมรักคนชอบกันและชอบคนรักกัน ‘make love not war’ ถ้าคุณทหารมีหลักฐานชัดเจนอย่างที่พูดก็ต้องเสียเวลา เชิญเอาผมไปแขวนคอได้เลย เอาเลยครับท่าน”
(เพิ่มเติม) เมื่อตอนที่ผมกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนเชิงขู่บังคับนั้น ผมพยายามอธิบายเรื่องข้อหาหมิ่นเบื้องสูงว่า “ผมทำงานโครงการพระราชดำริ “สันติภาพ ภาคใต้” ให้กับพระเทพฯ ทำงานเฉลิมพระเกียรติปลูกป่า แปรตัวอักษาเทิดไท้องค์ราชันย์ กับ big bike (แปรอักษรโดยใช้รถมอเตอร์ไซด์ใหญ่จำนวน 7,000 คัน) ที่สนามกีฬาเมืองกาญจน์ และที่สนามกีฬาธูปเตมีย์ กองทัพอากาศ” และอื่นๆ อีกมากมาย

ผู้สอบคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “ไอ้ตอแหล เหี้ย! กูไม่สนใจหรอก”

เมื่อทหารปรักปรำผมไม่สำเร็จ ก็กลับมาแนวพูดดีกับผม ขอเป็นเพื่อนและถามคำถามเดิม ผมก็ตอบเหมือนเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก

อ้อ! เกือบลืม ช่วงสอบสวนและขณะที่ผมบอกว่าเป็นพระเอกหนัง กลุ่มคนที่กำลังสอบสวนผมชะงักการสอบสวนไปชั่วครู่ แล้วถามว่าผมเป็นใคร ผมบอกว่าผมคือ ทอม ดันดี เขาอึ้งไป แล้วผลุนผลันออกไปนอกห้อง ซักพักก็แล้วเข้ามาอีกครั้งพร้อมลีลาการซักถามที่เปลี่ยนจากฝ่าเท้าเป็นหน้ามือ เปลี่ยนสรรพนาม มึง, กู หยาบคาย สำราก เป็น คุณ, ผม, ครับ เราเป็นเพื่อนกัน อย่าโกรธกันนะ ผมทำตามหน้าที่ 555 เออหนอทหารไทย!

กระบวนการสอบสวนเริ่มตั้งแต่เช้าจนถึง 5 ทุ่มเศษ ได้รับข้าวผัดพริกมาให้ 1 กล่องแต่กินไม่ได้ เพราะถูกใส่กุญแจมือ ยังดีที่มีกล้วยน้ำว้าห่ามๆ 1 หวีพอได้ประทังความหิว เมื่อสอบสวนเสร็จจนพวกเขาพอใจ (อาจจะไม่) ก็บังคับให้ผมเซ็นชื่อว่า “ทหารไม่ได้ขู่ ทหารพูดจาดีกับผู้ต้องหาตลอด ทหารไม่ได้ใช้กำลังซ้อม ทำร้ายร่างกาย” เผอิญนี่ถ้าไม่ใช่ ทอม ดันดี ผมคงกระอักเลือด เหมือนผู้ต้องหารายอื่นไปแล้ว แต่ก็ไม่แน่เหมือนกัน

หลังสอบเสร็จ 5 ทุ่มครึ่ง คืนวันที่ 12 มิถุนายน 2557 ทหาร สห.นำผมกลับมาส่งที่สโมสรกองทัพบก ที่เดิมกับเมื่อตอนเช้า โดยใช้เวลาขับรถแค่ 5 นาที ผิดกับขาไปเมื่อตอนเช้าที่ขับรถวนไปวนมากว่าครึ่งชั่วโมง ซึ่งผมเดาเอาว่า คงเป็นสถานที่ในอาณาเขตเดียวกันกับสโมสรกองทัพบกนั่นเอง ซึ่งผมก็ได้พูดกับทหารที่เป็นผู้นำพาว่า “ในหนังที่ผมเคยแสดง เขาก็ใช้เทคนิคนี้แหละ” พวก สห.เขาก็ถามว่ารู้ได้ยังไง แล้วก็พากันหัวเราะ

จากนั้นเขาก็นำผมขึ้นรถ เปิดถุงคลุมหน้า พาไปนอนที่ถนนอักษะ ซึ่งเป็นที่ตั้งชั่วคราวของทหาร ได้เจอพี่น้องเสื้อแดงที่ถูกควบคุมตัวอยู่ก่อน 4 คน เป็นชาย 1 หญิง 3 แต่ห้ามพูดคุยกัน ผมถูกแยกไปนอนคนเดียว

วันที่ 13 มิถุนายน 2557 สห.ทหารบกนำตัวผมไปส่งที่กองปราบปรามเพื่อให้ ตร.สอบสวนและฝากขัง เจอพี่น้องชู 3 นิ้วติดอยู่ 3 คน เป็นชาย 2 หญิง 1 (คุณหนิง) นอนในห้องขังกองปราบปรามลาดพร้าว 2 คืน เจ้าพนักงานสอบสวนจึงนำตัวไปฝากขังยังศาลทหารกรุงเทพ (สนามหลวง) และให้นำส่งยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แดน1

อยู่ในคุกเหมือนอยู่ยมโลก นรกดีๆ นี่เอง แต่ก็เจอกับพี่น้องเสื้อแดงจำนวนมากที่นั่น อยู่ในคุกแดน 1 ได้ 3 คืน จึงได้รับการประกันตัวจากศาลทหาร โดยให้ทำข้อสัญญาระหว่างกันว่า
1.ทอม ดันดี ต้องไปไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก

2.ต้องไม่ขึ้นเวทีปราศรัย

3.ต้องไม่ให้ข่าวกับสื่อมวลชน

4.ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง และออกนอกประเทศ
แล้วทหารจะไม่ยุ่ง เอาผิดใดๆ ต่างจับกันไป ทอม ดันดี สามารถรับงานคอนเสิร์ต และการแสดงได้เต็มที่ แต่ต้องมารายงานตัวตามกำหนด

สัญญาชายชาติทหาร

แน่นอน ลูกผู้ชายรับปากแล้วต้องทำ แต่ฝ่ายทหารกลับกรอกสั่งจับผม หลังจากรายงานตัว แจ้งข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และหมิ่นเบื้องสูง มาตรา 112 ส่งฟ้องทั้งศาลทหารและศาลอาญา โดยทหารบุกจู่โจมตรวจค้นบ้านผมถึง 2 ครั้ง ก็ไม่พบคอมพิวเตอร์ที่ต้องการ เพราะไม่มีคอมพิวเตอร์ทุกประเภท เล่นไม่เป็นด้วย มีพยานหลักฐานยืนยันพร้อม แต่ทหารก็ไม่รับฟัง ไม่สนใจ ซึ่งการกระทำนี้ถือเป็นการกลั่นแกล้งอย่างแสนสาหัส

ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2557 เวลาบ่าย 2 โมงกว่า มีเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยรบพิเศษและนอกเครื่องแบบ อาวุธครบมือ จำนวนกว่า 30 นาย บุกเข้าจู่โจมจับกุมผมในไร่ไผ่ ประหนึ่งดังผมเป็นพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ พยายามทำให้ผมเสียขวัญตื่นตระหนก ซึ่งผมก็มิได้ตกอกตกใจ เพราะมั่นใจว่าไม่ได้กระทำความผิดอะไร รวมถึงคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้กับทหาร
แต่ทหารกลุ่มนี้บุกจับกุมตัวผมเหมือนอย่างคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง ตรวจค้นบ้านทุกซอกทุกมุมเพื่อจะหาคอมพิวเตอร์ของกลางให้ได้ ซึ่งก็หาไม่เจอเพราะไม่มี พวกเขาจึงคุมตัวผมเข้ากทม. แล้วนำส่งต่อไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ชั้น 4 ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ปอท.ท่านก็ได้กรุณาจัดให้อีก 2 ข้อหา คือ – หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550  มาตรา 14(3)

เสียใจ เสียดาย และน้อยใจ
ศิลปินอย่างผมทำงานเพื่อสังคม ช่วยชาติมาตลอด ต้องตกอยู่ในสภาพน่าอนาถในคุก นรกแท้ๆ

ของร้องเรียนสื่อมวลชนทุกแขนง
ทอม ดันดี
(นายธานัท ธนวัชรนนท์)


*ปุจฉา – ผมมีข้อสงสัย อยากถามผ่านเพื่อนๆ คือ

1. ทำไมคลิปปราศรัยของผมเมื่อปีที่แล้ว (2556) ถึงมาลง Youtube ในช่วงกฎอัยการศึก

2. ทำไมผู้นำไปอัพโหลดและขยายความบนอินเตอร์เน็ต ถึงไม่โดนจับกุมหรือถูกตรวจสอบใดๆ

3. ทำไมผู้โดนกล่าวหากลับเป็นฝ่ายถูกลงโทษดำเนินคดี ติดคุกทั้งที่โดนละเมิดสิทธิ์

4.นี่คือ กระบวนการยุติธรรม ที่ดีที่สุดแล้วหรือของประเทศไทย