วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รำลึก 130 ปี ร.ศ.103 : 11 ผู้กล้าแห่งการปฏิรูปสยาม

"ไพร่เป็นพื้นยืนร้องทำนองชอบ
ตามระบอบปาลิเมนต์ประเด็นขำ
แม้นนิ่งช้าล้าหลังยังมิทำ
จะตกต่ำน้อยหน้าเวลาสาย
...

ให้รีบหาปาลิเมนต์ขึ้นเป็นหลัก
จะได้ชักน้อมใจไพร่สมาน
เร่งเป็นพลีปรีดาอย่าช้ากาล
รักษาบ้านเมืองเราช่วยเจ้านาย"

เทียนวรรณ


ที่มามติชนออนไลน์

ในความพยายามปัจจุบันที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยผ่าน 
"การปฏิรูป" นั้น เราอาจจะพบว่าข้อเสนอให้มีการปฏิรูปประเทศ
ในการเมืองไทยนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด

เพราะหากย้อนเวลากลับสู่อดีตเมื่อครั้งสยาม

เริ่มต้นก่อร่างสร้างตัวเพื่อก้าวสู่การเป็น 
"รัฐประชาชาติ" (nation-state) หรือเป็น "รัฐสมัยใหม่" 
ในทางรัฐศาสตร์นั้น ได้มีข้อเสนอเพื่อหวังว่าจะเกิด
การปฏิรูปการเมืองของประเทศ ที่กำลังเผชิญ
กับความท้าทายหลายๆ ด้าน 
ที่ผูกโยงถึงการอยู่รอดของสยามในอนาคต

หากพิจารณาเรื่องการปฏิรูปประเทศของสยามนั้น 

ว่าที่จริงแล้วอาจจะต้องหันกลับไปดูเงื่อนไข
และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 3

กล่าวคือ ในรัชสมัยของพระองค์ ปัจจัยใหม่ที่เข้ามา

มีผลอย่างมากต่อความเป็นไปของสยามก็คือ 
การเข้ามาของประเทศตะวันตกซึ่งมีฐานะเป็น 
"รัฐมหาอำนาจ" และแตกต่างจากตะวันตกในยุคอยุธยาอย่างสิ้นเชิง

เพราะการเข้ามาของรัฐมหาอำนาจตะวันตกในครั้งนี้ 

มีทั้งเรื่องของการแสวงหาดินแดน การขยายอิทธิพลทางการค้า 
การเข้ามาควบคุมจุดยุทธศาสตร์ของเส้นทางเดินเรือ และการเผยแพร่ศาสนา

ท่ามกลางสถานการณ์ชุดใหม่ เริ่มมีคนไทยบางส่วน

ให้ความสนใจกับการเรียนรู้จากตะวันตก เช่น 
การศึกษาภาษาอังกฤษ หรือความสนใจในวิทยาการตะวันตก เป็นต้น

ตัวอย่างของสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ (ขณะผนวชเป็นพระภิกษุ) 

และกลุ่มเชื้อพระวงศ์และข้าราชการบางส่วน 
จนกระทั่งเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 4 
พระองค์ตระหนักดีว่า ถึงเวลาแล้ว
ที่สยามต้องเปิดประเทศรับการเข้ามาของตะวันตก

หรืออีกนัยหนึ่งของภาษาในยุคปัจจุบันก็คือ 

พระองค์ทรงเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่สยาม
ต้องเปิดรับโลกาภิวัตน์ที่ถูกขับเคลื่อนจากการขยายตัว
ของโลกตะวันตกในการออกสู่พื้นที่
นอกยุโรปในยุคหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม

ยุทธศาสตร์ในการอยู่รอดของสยามที่ปรากฏชัดในยุครัชกาลที่ 4 

จึงได้แก่ การยอมรับข้อเสนอของตะวันตก 
แทนการใช้แนวทางต่อสู้แบบแข็งขืน 
และปฏิเสธแนวทางที่เชื่อว่าสยาม
จะเอาชนะสงครามกับมหาอำนาจตะวันตกได้

บทเรียนจากสงครามระหว่างอังกฤษกับหงสาวดี 

ตอบได้ชัดว่ากองทัพโบราณของชนพื้นเมือง
ต่อสู้ไม่ได้กับกองทัพแบบใหม่ของรัฐตะวันตก

และบทเรียนเช่นนี้ถูกพิสูจน์อีกครั้งจากการรุก

ของกองทัพฝรั่งเศสในการเข้าตีไซ่ง่อน

จนเห็นได้ชัดว่าในที่สุดแล้วคู่สงครามเก่าของสยามถูกทำลายลง 

กลายสถานะเป็นเพียงผู้อยู่ใต้การปกครองของเจ้าอาณานิคมตะวันตก

ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ

ขึ้นครองราชสมบัติในปี 2411 สภาพแวดล้อมใหม่
ทางยุทธศาสตร์รอบๆ สยาม จึงได้แก่ การที่พื้นที่เหล่านี้
ตกอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของรัฐมหาอำนาจ
ตะวันตกอย่างสิ้นเชิง จะรอก็แต่เพียงเวลาว่า
เมื่อใดรัฐมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมเหล่านั้น
จะรุกคืบเข้าคุกคามดังเช่นที่กระทำกับเพื่อนบ้านรอบๆ สยามมาแล้ว

ภัยคุกคามจากรัฐตะวันตกจึงเป็นความท้าทาย

โดยตรงต่อสถานะของสยามในอนาคต

ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์แล้ว 

พบว่าสถานะของสถาบันกษัตริย์มีความไม่มั่นคงเป็นอย่างยิ่ง

ดังเป็นที่ทราบกันว่าอำนาจทางการเมืองที่แท้จริง

ตกอยู่ในมือของขุนนางผู้ใหญ่ คือ 
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) 
และบรรดาขุนนางในสายสกุลบุนนาค

ในสภาพที่กษัตริย์พระองค์ใหม่ต้องอยู่ภายใต้ความท้าทายเช่นนี้ 

พระองค์จึงทรงพยายามสร้างฐานอำนาจเพื่อคานกับอำนาจของกลุ่มขุนนางเก่า

ฉะนั้น 2 ปีแรกหลังจากการครองราชย์ พระองค์จัดตั้ง 

กรมทหารมหาดเล็ก ขึ้นในปี 2413

และอีก 3 ปีต่อมาพระองค์ทรงควบคุมอำนาจการเก็บ

ภาษีเข้าสู่ศูนย์กลางด้วยการออก พระราชบัญญัติหอรัษฎากรพิพัฒน์ 
ในปี 2416 เพื่อป้องกันการรั่วไหลของภาษีที่ตกอยู่ในมือขุนนาง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญต่อสถานะของพระองค์ก็คือ 

การที่ขุนนางในสายสกุลบุนนาคให้ความสนับสนุนอย่างชัดเจน
ต่อกรมหมื่นบวรวิไชยชาญ ซึ่งเป็นพระราชโอรส
ของพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ขึ้นดำรงตำแหน่งวังหน้า 
โดยไม่มีการคอยรับสนองพระบรมราชโองการตามราชประเพณีแต่อย่างใด

เหตุการณ์เช่นนี้ได้กลายเป็นความขัดแย้งใหญ่และขยายตัวจนกลายเป็น 

"วิกฤตการณ์วังหน้า" ในปี 2417

ความขัดแย้งครั้งนี้รุนแรงถึงขนาดที่วังหน้าต้องเสด็จ

ลี้ภัยการเมืองไปหลบอยู่ในสถานทูตอังกฤษ

และสถานการณ์คลี่คลายลงเมื่อวังหน้ายอมลดพระราชอำนาจ

ต้องยอมรับว่าสยามผ่านสถานการณ์ "สงครามกลางเมือง" 

มาได้ เพราะหากรัฐมหาอำนาจอย่างอังกฤษตัดสินใจ
เข้าแทรกแซงในวิกฤตครั้งนี้แล้ว ความขัดแย้งอาจ
ขยายตัวเป็นความรุนแรงในวงกว้างได้ไม่ยากนัก

และขณะเดียวกัน สถานการณ์สงครามดังกล่าว

ก็อาจนำไปสู่การตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอังกฤษได้ด้วย...

สยาม "โชคดี"

อย่างไรก็ตาม ในปี 2425 สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ก็ถึงแก่พิราลัย และในขณะเดียวกัน บรรดาขุนนางรุ่นใหม่และบุตรหลานขุนนางบางส่วนที่เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศเริ่มทยอยกลับ

ประกอบกับรัชกาลที่ 5 เองก็ทรงมีพระราชปณิธานอย่างแน่วแน่ที่จะสร้างสยามให้มีความเจริญในด้านต่างๆ ให้ทัดเทียมกับอารยประเทศตะวันตก

และขณะเดียวกันก็ทรงตระหนักว่าการบริหารราชการแผ่นดินสมัยใหม่ต้องการการแบ่งเบาพระราชภาระของพระมหากษัตริย์

แนวคิดเช่นนี้ทำให้พระองค์ตัดสินพระทัยส่งพระราชโอรสบางส่วนไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางความผันผวนของการเมืองระหว่างประเทศของสยาม ประกอบกับความพยายามของกษัตริย์สยามในการรวบอำนาจเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบอบการปกครองของพระองค์นั้น เชื้อพระวงศ์และข้าราชการส่วนหนึ่งที่รับราชการอยู่ที่กรุงปารีสและกรุงลอนดอน ได้มีโอกาสพูดคุยกันถึงอนาคตของประเทศ

ในที่สุด พวกเขาได้ตัดสินใจทำเอกสารกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองราชการแผ่นดิน

เอกสารนี้ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายในวันพฤหัสบดี แรม 8 ค่ำ เดือน 2 ปีวอก ร.ศ.103 ซึ่งก็ตรงกับวันที่ 9 มกราคม 2427

บรรดาเจ้านายและข้าราชการที่ทำหนังสือกราบบังคมทูลในครั้งนี้ จำนวน 11 นาย ได้แก่

1.พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์) 2.พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา) 3.พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์) 4.พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ (พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์) 5.นายนกแก้ว คชเสนี (พระยามหาโยธา) 6.หลวงเดชนายเวร (พระยาอภัยพิพิธ) 7.นายบุศย์ เพ็ญกุล (จมื่นไวยวรนาถ) 8.ขุนปฏิภาณพิจิตร (หุ่น) 9.หลวงวิเสศสาลี (นาค) 10.นายเปลี่ยน และ 11.สัปเลฟเตอร์แนนสะอาด [เป็นเชื้อพระวงศ์ 4 พระองค์และสามัญชน 7 คน]

เอกสารทูลเกล้าฯ ฉบับนี้มีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ

1.ประเทศกำลังเผชิญกับอันตราย

2.การจะรักษาประเทศให้รอดพ้นจากอันตราย จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางการรักษาบ้านเมืองไปในทิศทางเดียวกับญี่ปุ่น ซึ่งได้ดำเนินไปตามแนวทางการปกครองของยุโรป

และ 3.การจะทำให้ข้อ 2. เป็นผลสำเร็จ ต้องลงมือให้ได้จริงทุกประการ

ในทัศนะของกลุ่มผู้เสนอมีการปฏิรูป ร.ศ.103 นี้ พวกเขาเชื่อว่าอันตรายสูงสุดที่สยามกำลังเผชิญอยู่นั้น ไม่สามารถใช้แนวคิดเก่ามาแก้ปัญหาได้ เช่น ความเชื่อว่าสยามเคยรักษาเอกราชมาได้ ดังนั้น เมื่อต้องเผชิญกับภัยคุกคามของตะวันตกก็น่าจะสามารถพาตัวเองให้รอดพ้นได้

ทัศนะเช่นนี้ถูกมองว่าไม่เป็นจริง เพราะรัฐเจ้าอาณานิคมกำลังออกแสวงหาดินแดน และประเทศที่ด้อยกว่าก็มักจะถูกบุกเข้ายึดครอง

หรือการจะแสวงหาการค้ำประกันจากรัฐมหาอำนาจก็อาจไม่เป็นจริง เพราะเมื่อเกิดสถานการณ์จริงแล้ว รัฐดังกล่าวก็อาจไม่ยอมใช้อำนาจของตนเองเข้าปกป้องสยาม แต่กลับปกป้องผลประโยชน์ของตนมากกว่า

ในเงื่อนไขเช่นนี้ ญี่ปุ่นจึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง โดยจัดการปกครองประเทศให้เป็นไปในแนวทางของยุโรป และหวังว่ารูปแบบการปกครองที่เป็นมาตรฐานสากลจะเป็นที่ยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ มากกว่าการแข็งขืนด้วยการนำพาประเทศไปภายใต้รูปแบบการปกครองเก่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ญี่ปุ่นพยายามแก้ไขกฎหมายให้เป็นสากล เช่น กฎหมายตะวันตก และหวังว่าการบังคับใช้กฎหมายแบบสากล จะทำให้เกิดการยอมรับมากขึ้น

ดังนั้น กลุ่มนักปฏิรูปชุดแรกของสยามจึงเสนอให้มีการจัดการบ้านเมืองตามแบบยุโรป รวม 7 ประการ ได้แก่

1.ให้เปลี่ยนแปลงการปกครองจาก "แอบโสลูดโมนากี" (Absolute Monarchy) เป็น "คอนสติติวชั่นแนลโมนากี" (Constitutional Monarchy) โดยพระมหากษัตริย์เป็นประธานของบ้านเมือง และมีข้าราชการเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เหมือนพระเจ้าแผ่นดินในยุโรป [หมายถึงเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ-ผู้เขียน]

2.การทำนุบำรุงแผ่นดินให้มี "คาบิเนต" (Cabinet) เป็นผู้รับผิดชอบ [หมายถึงคณะรัฐมนตรี-ผู้เขียน]

3.ต้องให้ข้าราชการมีเงินเดือนพอใช้เพื่อป้องกันการคอร์รัปชั่น

4.ให้ประชาชนมีความเสมอภาคกันทางกฎหมาย

5.ให้ยกเลิกขนบธรรมเนียมและกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อความเจริญของบ้านเมือง

6.ให้มีเสรีภาพในการแสดงความเห็น และแสดงออกได้ในที่ประชุมหรือในหนังสือพิมพ์

และ 7.ต้องเลือกข้าราชการที่มีความรู้ ความประพฤติดี และมีอายุ 20 ปีขึ้นไป

นอกจากนี้ ผู้เสนอยังได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า "ทางที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบบังคมทูลพระกรุณาว่าเป็นคอนสติติวชั่นยุโรปนั้น หาได้ประสงค์ที่จะมีปาลิเมนต์ในเวลานี้ไม่" หากต้องการ "อำนาจและความรับผิดชอบอยู่ในมือราษฎรทั้งสิ้น ให้มีเคาเวอนเมนต์ (Government) และกำหนดกฎหมายความยุติธรรมอันแน่นอน" [หมายถึงการจัดตั้งรัฐบาลแบบยุโรป-ผู้เขียน]

รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำรัสตอบต่อข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ว่า พระองค์ทรงตระหนักถึงอันตรายที่สยามต้องเผชิญไม่แตกต่างจากความเห็นที่กราบบังคมทูล และในส่วนเรื่องของการปฏิรูปการปกครองของประเทศ สิ่งที่พระองค์ต้องการคือ "คอเวอนเมนตรีฟอม" (Government Reform) [หมายถึงการปฏิรูปรัฐบาล-ผู้เขียน] เพราะในขณะนั้น ได้มีคณะเสนาบดีเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว

ข้อเสนอของคณะปฏิรูป ร.ศ.103 อาจจะไม่สามารถผลักดันให้เป็นจริงได้ทั้งหมด

และในอีก 18 ปีต่อมา นักปฏิรูปคนสำคัญอีกคนคือ "เทียนวรรณ" ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับการออกหนังสือเพื่อนำเสนอความคิดของเขาในปี 2445

จนอาจกล่าวได้ว่า ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ต้องเผชิญกับข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปประเทศของ "คณะ ร.ศ.103" และต่อมาก็คือข้อเรียกร้องทางการเมืองของ "เทียนวรรณ"

ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในอีกมุมหนึ่งเรื่องราวเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องการปฏิรูปสยามในยุคใหม่นั่นเอง

ขอคารวะแด่ นักปฏิรูปคณะแรกของสยามในวาระครบรอบ 130 ปี!

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สมาคมกปปส.สมาคมคนแก็งค์แห้วหรือต่อยอดการเมืองไทย





































































สังคมกังขาเว็บไซต์รัฐบาลลงข่าวนัยยะไฟเขียวสภากระจก !!

เมื่อวันที่ 27 ต.ค. เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานคำให้สัมภาษณ์
ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. 
ซึ่งให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนระบุว่า สภาปฏิรูปของรัฐบาล
คือสภาปฏิรูปแห่งชาติ และในส่วนที่เกี่ยวข้องที่
รัฐบาลกำหนดเพิ่มเติม เช่น ที่ปรึกษาสภาปฏิรูป 
และช่องทางการส่งรายละเอียด 
คือ กอ.รมน. ศูนย์ดำรงธรรม และสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา
สำหรับกรณีของจัดตั้งสภาปฏิรูป
ของวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม 
มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ต้องการให้เป็นสภากระจก 
และจะมีการจัดเวทีเสวนานั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า 
จะต้องดูอีกทีว่ามีปัญหาเรื่องของกฎหมายหรือไม่ 
ไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น 
แต่ต้องการให้เสนอแนวคิดผ่านช่องทางการทำงาน
ของคณะทำงานด้านต่าง ๆ ส่วนกรณีการจัดเวทีคู่ขนาน
เพื่อรับฟังความคิดเห็นควบคู่กับเวทีรัฐบาล 
ต้องขอหารือกับฝ่ายกฎหมายก่อน 
โดยส่วนตัวไม่ขัดข้องสำหรับการรับฟัง
ความคิดเห็นของประชาชน แต่ต้องการ
ให้มีทิศทางไปในทางเดียวกัน 
ทั้งนี้ การปฏิรูปไม่สามารถดำเนินการ
ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี หัวข้อการปฏิรูป
มีทั้งหมด 11 ข้อ เพราะฉะนั้น ต้องเลือกดำเนินการ
หัวข้อที่สามารถดำเนินการได้ภายในเวลาที่สั้น 
ส่วนที่เหลือก็ให้รัฐบาลชุดต่อไปดำเนินการ
ซึ่งการดำเนินการของรัฐบาลถือว่าเป็นการเริ่มต้นการปฏิรูป
 ไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งกัน พร้อมกล่าว
ขอร้องให้ทุกคนช่วยกันหาช่องทางเพื่อให้เกิดการปฏิรูป
ขึ้นมาให้ได้ ทุกคนล้วนเป็นคนไทย และเป็นคนเก่ง 
เป็นคนรักชาติ รักแผ่นดิน ขอให้หาข้อสรุป
ที่สร้างความพอใจให้คนทั้งชาติ เพื่อเดินหน้าปฏิรูปต่อไป 
โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าก่อนหน้านี้ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ 
ประธานสถาบันปฏิรูปประเทศไทย และนายสุริยะใส กตะศิลา 
ผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย 
ได้แถลงเปิดตัวสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) 
ที่มหาวิทยาลัยรังสิต

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เกาะติดเกาะเต่า CSI LA ภาค2

เกาะติดเกาะเต่า CSI LA Thailand ภาค2
สะกดอารมณ์คนอ่านปะติดปะต่อเป็นตอนๆ 
ว่าด้วยตอน "นายตำหนวดทำลายหลักฐาน"
"ตอนโดนมอมยา" 
และตอน"คนร้ายหนีไปต่างประเทศ"

คดีเกาะเต่า ซีซั่น2 ตำรวจอังกฤษ ชี้ มาเฟียเกาะเต่าเป็นคนสังหาร

ฉีกหน้าโปลิสไทย ผบ.ตร.ซึมลึกลาพัก 3 วัน












แฉ “ข้อมูลลับคดีเกาะเต่า” ในมือตำรวจอังกฤษ 
ส่อเค้าคดีบานปลาย เชื่อ 2 หม่องคนร้ายถูกยัดข้อหาให้เป็นแพะ 
เพื่อนซี้คนตาย “คริสโตเฟอร์ อลันแวร์” พลิกสถานการณ์
จากเคยตกเป็นผู้ต้องสงสัยกลายเป็นพยานให้นักสืบผู้ดี
มีหลักฐานฉีกหน้าโปลิศไทย ระบุมาเฟียเกาะเต่าเป็นคนสังหาร 
“ฮันนาห์-เดวิด” หลังรุมมอมยาและรุมโทรมข่มขืนแหม่ม
 “สมยศ” ซึมสถานการณ์กดดันหนักถึงกับป่วย 
อ้างหลังเดี้ยงลาพัก 3 วัน

คดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ น.ส.ฮันนาห์ วิทเธอร์ริดจ์ กับ นายเดวิด มิลเลอร์ กลายเป็นคดีโด่งดังระดับโลกไปแล้ว และจุดจบคดีส่อเค้าจะพลิกจากที่ตำรวจไทยทำสำนวนไว้
ถึงแม้เหตุการณ์จะผ่านมาได้เดือนเศษแล้ว และตำรวจไทยสามารถปิดคดีด้วยการจับ นายเวฟิน หรือ วิน และ นายซอ ลิน หรือ โซเรน 2 ผู้ต้องหาแรงงานหลบหนีเข้าเมืองชาวพม่า และอยู่ระหว่างส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาเพื่อสั่งฟ้อง แต่ปรากฏว่ามีการเคลื่อนไหวจากรัฐบาลอังกฤษ – พม่า และกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆ ออกมากดดันรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเพิ่มความเข้มข้นของการรื้อฟื้นคดีขึ้นใหม่เป็นลำดับ
จากที่เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ผ่านมา นายมาร์ค เคนท์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เดินทางเข้าหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อประสานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ตกลงกับนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เรื่องส่งทีมสืบสวนมาไทย นายเคนท์ กล่าวว่า หลักการทำงานเป็นของไทย แต่ทางอังกฤษมาเพื่อให้คำแนะนำ รับฟังข้อมูลจากฝ่ายไทยเกี่ยวกับกระบวนการและวิธีการสืบสวนที่ผ่านมา และอังกฤษพร้อมให้การสนับสนุนทางไทยหากร้องขอ
ในวันเดียวกัน นายแอนดี ฮอล นักกฎหมายชาวอังกฤษ ในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายกฏหมายต่างประเทศ เครือข่ายเพื่อสิทธิมนุษยชนแรงงานข้ามชาติ เข้าเยี่ยม 2 นักโทษชาวพม่าที่เรือนจำ อ.สมุย จ.สุราษฎร์ธานี พบร่างกายบาดเจ็บหลายแห่ง รวมทั้งข้อเท้าที่เกิดจากการตีตรวน ต่อมามีเจ้าหน้าที่ตำรวจมารับตัวผู้ต้องหาไปตรวจร่างกายยังโรงพยาบาลเกาะสมุย และเอกซเรย์ที่ทรวงอกซึ่งผลการตรวจจะแจ้งต่อคณะทำงานและเจ้าหน้าที่ต่อไป
รายงานแจ้งว่า เกี่ยวกับคดีนี้ แม้ฝ่ายตำรวจจะสรุปสำนวนปิดคดีไปแล้ว แต่ยังปิดไม่ลง เพราะอัยการตีกลับมาสอบสวนประเด็นต่างๆ ถึง 2 รอบ ยิ่งเพิ่มความพิรุธให้เกิดเป็นประเด็นใหม่ขึ้นมาอีก โดยกลุ่มที่ยังปักใจไม่เชื่อว่า 2 ผู้ต้องหาชาวพม่าจะเป็นตัวจริง โดยได้โพสต์ข้อความในโลกโซเชียลรวมทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่มุมต่างๆ
จับประเด็นได้ว่า การที่อังกฤษยื่นมือเข้ามาอย่างไม่ต้องเกรงใจรัฐบาลไทยนั้น น่าจะมาจากคดีเก่าๆ ที่พลเมืองเขาต้องมาสังเวยชีวิตในสยามเมืองยิ้ม ปีละหลายๆ ศพ ล่าสุด ที่เกาะเต่า หลังจากที่ นายคริสโตเฟอร์ อลันแวร์ เพื่อนสนิทนายเดวิด มิลเลอร์ กลับไปยังมาตุภูมิเรียบร้อย มีการเผยรายละเอียดกับสื่ออังกฤษ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของเขาอย่างละเอียดทุกแง่มุม
โดยเปิดประเด็นจาก นายคริสโตเฟอร์ อลันแวร์ มีสัมพันธ์กับนายเดวิด มิลเลอร์ แบบคู่เกย์จึงตัดไปได้ว่าเดวิดผู้ตายจะไปมีเพศสัมพันธ์กับหญิงสาวที่ไหนนอกจากคบหากันแบบเพื่อน ดังนั้น ข้อสันนิษฐานของตำรวจไทย หรือคำสารภาพของผู้ต้องหาชาวพม่าทั้ง 2 ที่ระบุว่าเห็นคนตายพลอดรักกัน จนทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศ และเข้าไปทำร้ายร่างกายก่อนข่มขืน ฆ่าปิดปากนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้
นอกจากนั้น ข้อมูลบางอย่างที่อังกฤษให้ความสนใจ ก็คือ กลุ่มอิทธิพลบนเกาะเต่า ซึ่งชาวบ้านหรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ไทยก็ทราบกันดีว่าเป็นใครบ้าง การข่าวจากนักสืบสกอตแลนด์ยาร์ดที่เคยมาสังเกตการณ์คดีอื่นๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้ามากมายหลายคดี แต่มิได้แจ้งกับทางการไทยก็พบว่าขบวนการมาเฟียใหญ่อยู่ที่แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลเป็นส่วนใหญ่ ทั้งเกาะพะงัน เจ้าตำรับฟลูมูนปาร์ตี อันเป็นแหล่งมั่วสุมยาเสพติดระดับโลก หรือที่เกาะเต่า ล้วนมีผลประโยชน์เกี่ยวเนื่อง
นอกจากนั้น ในวันเกิดเหตุผลการสืบสวนของอังกฤษ กลับตรงข้ามฝ่ายไทยอย่างสิ้นเชิง โดยเชื่อว่าระหว่างคนตายกับเพื่อนๆ ออกมาปาร์ตีกันอยู่ มีกลุ่มฆาตกรเฝ้าจับตาอยู่ห่างๆ ซึ่งวิธีการมอมเหล้านั้นมีหลายรูปแบบ ทั้งเพิ่มสีสันบรรยากาศ หรือเข้าไปตีสนิท จนถึงแอบผสมยาเสพติดบางชนิดในเครื่องดื่มอันเป็นวิธีที่กลุ่มมาเฟียประจำเกาะใช้จัดการกับเหยื่อ
และเมื่อดูตามรูปการณ์ มีความเป็นไปได้ว่าคนร้ายอาจจะปฏิบัติการช่วงแยกย้ายกันกลับที่พัก พอสบโอกาสก็ลากตัวน.ส.ฮันนาห์ วิทเธอร์ริดจ์ ไปข่มขืน แต่เนื่องจากเป็นการล่วงละเมิดในลักษณะที่คนตายเมามายไม่ได้สติ จึงมิได้ขัดขืน ซึ่งตรงกับการชันสูตรศพที่พบว่าไม่มีร่องรอยถูกทำร้ายตามร่างกาย มีแต่บาดแผลฉกรรจ์ที่ใบหน้าจนเสียชีวิต
ในระหว่างนั้น นายมิลเลอร์ มาเห็นจึงเข้าช่วย จึงถูกทำร้ายก่อนลากไปทิ้งให้จมน้ำตาย อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้อาจไม่ชัดเจนนัก เพราะ นายคริสโตเฟอร์ อลันแวร์ แทนที่จะเป็นพยานปากสำคัญให้ทางการไทย เมื่อรีบปล่อยกลับประเทศ เขาก็กลายเป็นพยานสำคัญของสกอตแลนด์ยาร์ด เกมเปลี่ยน แรงกดดันจึงมาตกที่ทางการไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนฆาตกรตัวจริงที่ทางอังกฤษจับตานั้น เป็นผู้ต้องสงสัยกลุ่มเดิมๆ ซึ่งไม่พ้นลูกหลานผู้มีอิทธิพลบนเกาะเต่าเจ้าเก่านั่นเอง มีการระบุด้วยว่าพวกนี้ปลูกรากฝังลึกมาเป็นเวลานาน มีธุรกิจหลายอย่างทั้งสีเทา สีดำ และสีขาว มีอิทธิพลการเงินสูง เป็นที่เกรงอกเกรงใจของเจ้าหน้าที่ไทยบางคน จนชาวบ้านไม่กล้าพูด เพราะกลัวเภทภัยถึงตัว อีกทั้งพฤติกรรมของมาเฟียกลุ่มนี้เป็นที่กล่าวขานกันทั้งเกาะในความโหด เลว ไม่มีดี มีเรื่องล่อลวงนักท่องเที่ยวหญิงไปอนาจารกันเป็นประจำ และ น.ส.ฮันนาห์ วิทเธอร์ริดจ์ ก็คือ 1 ในเหยื่อ
คดีฆาตกรรมบนเกาะเต่า กลับมาถึงจุดเริ่มต้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มีหน้าตาของสยามเมืองยิ้ม และเก้าอี้สำคัญๆ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ วางเป็นเดิมพันด้วย จริงอยู่แม้ไม่มีใครละเมิดอำนาจอธิปไตยของไทยได้ แต่เราเองก็จำเป็นต้องใช้ความจริง ความสุจริต พิสูจน์ให้ชาวโลกประจักษ์ หากอังกฤษไม่มีดี ไม่มีไต๋อยู่ในมือ มีหรือจะเดินหน้ากดดันไทยอย่างหนัก แถมยังยกข้อตกลงระหว่าง “ผู้นำ กับ ผู้นำ” มาดักคอกันล่วงหน้า
จนข่าววงในลือกันขนาดว่า นักสืบสกอตแลนด์ยาร์ดแฝงตัวมาก่อนหน้าและได้ตัวอย่างดีเอ็นเอจาก 2 หม่องไปเรียบร้อยแล้วอยู่ระหว่างพิสูจน์เทียบกับดีเอ็นเอ ที่พบในศพ น.ส.ฮันนาห์ วิทเธอร์ริดจ์ ซึ่งหากตรงสามารถอธิบายได้ตำรวจไทยก็รอดไป แต่ถ้าไม่? อะไรจะเกิดขึ้น
ระหว่างรอความเป็นไปด้วยใจระทึกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันเดียวกันนี้ มีแต่ความเงียบเหงา มีรายงานว่าตัวจักรสำคัญของคดีเกาะเต่า คือพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผบ.ตร. ปิดประตูไม่รับแขก มีแต่เพียงเจ้าหน้าที่ในสำนักงานฯ 4-5 คน ปฏิบัติหน้าที่กัน เมื่อสอบถามจึงทราบว่าท่าน ผบ.ตร. เกิดอาการเจ็บหลังอย่างหนัก และลาหยุดเป็นเวลา 3 วัน ส่วนอีกมุมของอาคาร 1 อันเป็นห้องทำงานของ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. ฝ่ายกฎหมาย มีแผ่นกระดาษเขียนแปะหน้าห้องว่าลาไปราชการต่างประเทศกลับวันที่ 28 ต.ค.
เป็นอันว่าถ้าตำรวจ 2 นายนี้มาไม่ทันรับทีมสกอตแลนด์ยาร์ดที่ตอนนี้เปิดตัวอยู่เมืองไทยแล้ว ก็คงให้พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดารรท. รอง ผบ.ตร. ฝ่ายความมั่นคง ผู้มีบทบาทในคดีเดียวกันรับหน้าเสื่อไปพลางก่อน
ที่มา ไทยอินโฟเน็ต
ด้านเฟสบู๊คเพจดัง CSI LA เกาะติดเกาะเต่า 
อธิบายละเอียดยิบ สะกดคนอ่านปะติดปะต่อเป็นตอนๆ 
ว่าด้วยตอน "นายตำหนวดทำลายหลักฐาน"
"ตอนโดนมอมยา" 
และตอน"คนร้ายหนีไปต่างประเทศ"
































ส่วนแฟนเพจไม่น้อยหน้า 
กัดติดเกาะเต่าส่งบทความชวนเที่ยวเกาะตู้
กัดนี้เจ็บลึกวงการขบวนการยุติธรรมราชอาณาจักรไทยแลนด์