วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

พ่นสีต้านคสช.ทั่วเมืองเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา 
ได้มีมือมืดนำสีสเปรย์มาพ่นเป็นข้อความว่า "No coup" 
หรือการต่อต้านรัฐประหาร บริเวณพื้นถนนหน้าตึกนิติศาสตร์ใหม่ 
และถนนหน้าตึกคณะสังคมศาสตร์ รวมถึงบริเวณถนนระหว่าง 
หน้าอาคารคณะเกษตร-คณะวิจิตรศิลป์ 
ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) จ.เชียงใหม่ 






หลังเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยฯ
ได้นำทินเนอร์มาลบล้างสีทั้งหมด 
นอกจากนั้นยังพบว่ามี
การปล่อยข่าวทางโลกออนไลน์ว่า 
จะมีกลุ่มนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มช.
จัดกิจกรรมราดน้ำมันเผาตัวเอง
เพื่อต่อต้านการทำรัฐประหาร และการเสาวนาเรื่อง 
"เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" ภายในวันนี้ 

ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบ
ตัวผู้กระทำการดังกล่าว 
ต่อมาทาง พล.ต.ต.มนตรี สัมบุณณานนท์ 
ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ 
พร้อมด้วย ร.ศ.ดร.ธนารักษ์ สุวรรณประกิต 
รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา 
มหาวิทยาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
พ.อ.โภคา จอกลอย หัวหน้ากองข่าว มทบ.33 
ได้มาร่วมประชุมหารือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 
โดยทางเจ้าหน้าที่จะมีการตรวจสอบเรื่องบุคคล
ที่พ่นสีว่าเป็นกลุ่มใด มีความประสงค์อะไร 
และจะเชิญตัวมาอบรมพูดคุยปรับทัศนคติต่อไป 
ส่วนเรื่องการจัดกิจกรรมใดๆของนักศึกษา
หรือคณาจารย์จะไม่มีการสั่งระงับ สามารถจัดกิจกรรมได้ 
แต่ต้องอยู่ในขอบเขต หากเลยขอบเขต
จะมีการดำเนินการตามกฏอัยการศึกทันที

ด้าน ร.ศ.ดร.ธนารักษ์ กล่าวว่า กิจกรรมนักศึกษา

ภายใต้กฎอัยการศึกที่นักศึกษาจะดำเนินการจัดนั้น 
ทางมหาวิทยาลัยทราบว่ามีการนัดหมายกัน
ผ่านช่องทางต่างๆให้คนเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว 
จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบว่า
เป็นกิจกรรมของนักศึกษาหรือกลุ่มใดในมหาวิทยาลัย 

ที่มาเดลินิวส์ 

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

"ชูวิทย์"ปูดอีก2นายตำรวจเอี่ยวบ่อนพงศ์พัฒน์

บุกสตช.แฉ2บิ๊กตร.โยงบ่อนพระราม9
ชูวิทย์ ตั้งโต๊ะเแฉ! ตำรวจอักษรย่อ "ก.- จ."
เอี่ยวบ่อนเครือข่าย "พงศ์พัฒน์" 

จี้กวาดล้างเครือข่าย"กิ้ก-โก"
แฉส่วยบ่อนยักษ์แอบอ้างเบื้องสูง
ย่านห้วยขวางจ่ายเดือนละ600ล้าน
ชูวิทย์แฉ มี2ตร.ใหญ่อีก

... "นายพล ก." จะเป็นผู้ดูแลระบบการเปิดบ่อน






นายชูวิทย์ ยังระบุอีกว่า เป็นไปไม่ได้
ที่จะมีแค่ อดีต ผบช.ก. 
และระดับดาบเกี่ยวข้อง เท่านั้น 

หาก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ฯ เป็น “ตัวการ” 
จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มี “ผู้สนับสนุน” 
เครือข่ายย่อมไม่ใช่แค่ระดับพันตำรวจเอก
และดาบตำรวจสองสามคน 
ตามโครงสร้างที่ท่านผบ.ตร. 
แถลงข่าววันนี้เท่านั้น

หาก ผบ.ตร. บอกว่า “ใหญ่แค่ไหนก็จับ” 
ก็ต้องไปดูรายชื่อตามที่ผมเคยร้องเรียนไว้
ในเรื่องเกี่ยวกับบ่อนรัชดาที่นำไปแอบอ้าง

กระซิบบอก ผบ.ตร. ไม่ใกล้ไม่ไกลหรอกครับ 
เผลอๆ แค่หันหน้าก็เจอแล้ว


ว่อนมศว. ใบปลิวจี้ยกเลิกกฏอัยการศึก

โผล่อีก ใบปลิวจี้ยกเลิกกฎอัยการศึก
ว่อนมศว ประสานมิตร วันนี้ (25 พ.ย.)
เมื่่อเวลา 8.30 น. นิสิต สมาชิกกลุ่มกราฟเสรีเพื่อประชาธิปไตย
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้โปรยใบปลิว
ณ อาคารเรียนรวม ตึกไข่ดาว มหาวิยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ประสานมิตร เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกกฏอัยการศึก
และหยุดคุกคามประชาชนและนักศึกษาที่คิดต่าง
หนึ่งในสมาชิกกลุ่มกราฟเสรีเพื่อประชาธิปไตย
ได้กล่าวว่า 6 เดือนที่ผ่านมาหลังการทำรัฐประหาร
โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช)
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์
ให้เห็นว่า กฎอัยการศึกไม่ใช่ตัวเลือกใ
นการแก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองที่เต็มไปด้วย
ผู้คนที่มีความคิดหลากหลาย คสช.
จึงควรกลับมาพิจารณาให้ถี่ถ้วนและยกเลิกกฎอัยการศึกให้เร็วที่สุด






http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1416893588

เรื่องของทำไม แตกต่างกัน


วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

'สมศักดิ์ เจียม" ขอบคุณผู้ช่วยเหลือ..กลับโพสต์เฟซบุ๊คอีกครั้ง





ฤกษ์ 22.11 เฟซบุ๊ค 
'สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล' เปิดใช้งานใหม่ 
เขียนแสดงความเคารพอย่างสูง
ผู้ต่อต้านการยึดอำนาจการปกครอง 
ขอบคุณผู้ช่วยเหลือ โดยจะจดจำน้ำใจไว้ตลอดไป 
และรู้สึกตื้นตันใจที่เห็นนักศึกษาต้านรัฐประหาร 
ถือว่าช่วยกู้เกียรติชุมชนมหาวิทยาลัย
ที่ถูกทำให้เสื่อมเสียโดยฝ่ายผู้บริหาร


22 พ.ย. 2557 - เมื่อเวลา 03.40 น. 
ตามเวลาประเทศไทย เฟซบุ๊คของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล 
นักวิชาการประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
ซึ่งปิดการใช้งานไปตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. 2557 
ได้เปิดการใช้งานขึ้นมาใหม่ 
และเปลี่ยนภาพปกเป็นข้อความตอนหนึ่งจาก 
ของจิตร ภูมิศักดิ์ โดยยกท่อนที่เขียนว่า 
"ถึงยุคทมิฬมาร จะครองเมืองด้วยควันปืน..." 
และ "แต่คนย่อมเป็นคน" มาเป็นภาพปก


ภาพปกล่าสุดของเฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล 
โดยเป็นการยกท่อนหนึ่งของโคลงสรรเสริญเกียรติ
กรุงเทพมหานครยุคไทยพัฒนา ของจิตร ภูมิศักดิ์
จากนั้นสมศักดิ์ ยังได้โพสต์สเตตัสเพิ่มเติมมีดังต่อไปนี้
000
[1] ด้วยความเคารพอย่างสูง
เสรีชนทุกท่าน ที่ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา 
ในสภาพที่ยากลำบากอย่างยิ่ง ได้พยายามแสดงออก
ด้วยวิธีต่างๆว่า ไม่ยอมรับการใช้อำนาจปืน 
มาล้มรัฐธรรมนูญ ยึดอำนาจการปกครอง
ขออภัยอย่างสูง ที่ไม่สามารถมีส่วนร่วมในช่วงเวลาที่ผ่านมา
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
22 พฤศจิกายน 2557
[2] คำขอบคุณ
ช่วง 6 เดือนนับจากการรัฐประหาร - อันที่จริง 9 เดือนเศษ 
นับแต่วันที่มีคนบุกไปยิงถึงบ้าน - จนถึงวินาทีนี้ 
ผมไม่ได้พักอาศัยอยู่ในบ้านตัวเองเลยแม้แต่คืนเดียว 
ต้องย้ายที่พักหลายต่อหลายครั้่ง 
ซึ่งแน่นอนหมายถึงต้องเดินทางหลายครั้่งด้วย
ในการณ์นี้ มีคนจำนวนมาก (ถ้านับแล้วไม่ต่ำกว่า 50-60 คนขึ้นไป) 
ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ได้ช่วยเหลือ ตั้งแต่ให้ที่พำนักอาศัย 
ช่วยเหลือในการเดินทาง ดูแลเรื่องอาหารการกิน 
ความเป็นอยู่ และอื่นๆอีกหลายเรื่อง 
หลายคนทำไปอย่างเสี่ยงอันตรายต่อตัวเองอย่างมาก 
บางคนไม่เพียงแต่เสียแรงกาย และเวลา ยังเสียทรัพย์สินไปไม่น้อย
อันที่จริง ผมอยากจะระบุชื่อแต่ละคน ขอบคุณเป็นคนๆ 
แต่ถ้าทำเช่นนั้น ก็มีแตจะสร้างความเดือนร้อน
หรือนำปัญหามาให้ทุกคนแน่นอน 
จึงต้องขออภัยที่จะต้องขอขอบคุณรวมๆมา ณ ที่นี้ 
ผมจะจดจำน้ำใจครั้งนี้ไว้ตลอดไป
ส่วนใหญ่ที่สุดของท่านที่ให้การช่วยเหลือผมเหล่านี้ 
ผมไม่รู้จักมาก่อนเลย หลายคน ถ้าจะว่าไปแล้ว 
ก็มิได้แชร์การเมืองแบบเดียวกับผมเสียทั้งหมดทีเดียว 
และมีบางคน เป็นผู้ที่ผมมีความเห็นแตกต่าง 
หรือวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักมาก่อน 
ผมแยกความรู้สึกขอบคุณในน้ำใจที่ให้กับผม 
กับสิ่งที่เป็นความแตกต่างของเราในอดีต 
และที่สำคัญ (และคงหลีกเลี่ยงไม่ได้) ในอนาคตได้ 
และเชื่อว่า ทุกท่านก็มีวุฒิภาวะมากพอที่เข้าใจเช่นนี้เช่นกัน
ขอได้รับความขอบคุณจากส่วนลึกของหัวใจผม
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
22 พฤศจิกายน 2557
[3] โดยส่วนตัว ในฐานะคนมีอาชีพเป็นครู 
ผมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื้นตันใจเป็นพิเศษ 
ที่เห็นนักศึกษาหลายคนออกมาแสดงบทบาท
ต่อต้านอำนาจอันธพาลของคณะรัฐประหาร 
แม้พวกเขาส่วนใหญ่จะไม่ใช่คนที่ผมสอนมา
โดยตรงหรือรู้จักเป็นส่วนตัว แตผมรู้สึกภูมิใจในพวกเขามาก 
อย่างน้อยพวกเขาก็ช่วยกู้ "เกียรติ" ของชุมชนมหาวิทยาลัย 
ที่ถูกทำให้เสื่อมเสียไปจากการที่ผู้บริหารแทบทุกแห่ง 
ซึ่งเป็นผู้ใหญ่พอที่จะรู้อะไรผิดอะไรถูก กลับไปยอมสยบ
ให้กับการกระทำผิดที่ร้ายแรงที่สุดในระบบกฎหมายและการปกครอง 
(สำหรับนักศึกษาบางคนที่ผมโชคดีได้สอนและแลกเปลี่ยน 
"วิชา" ต่างๆด้วยโดยตรง ผมยิ่งรู้สึกภูมิใจเป็นพิเศษ คิดถึงพวกคุณเสมอ)
ฮือฮาหลังอ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลโพสเฟสบุ๊ค

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อ่านด่วน! "สถานทูตไทย ณ กรุงโตเกียว" แบ่งปัน 10 ข้อควรรู้เมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่น

วันที่ 17 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก 在東京タイ王国大使館 สถานเอกอัครราชทูตไทย 〆กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น (สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น) ได้เขียนข้อความ เพื่อเป็นเกร็ดความรู้เกี่ยวกับแบบแผนปฏิบัติของสังคมญี่ปุ่นที่ต้องการให้นักท่องเที่ยวไทยได้ทราบและปฏิบัติหรือหลีกเลี่ยงพฤติกรรมบางอย่าง

ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทยณกรุงโตเกียว ชี้แจงว่า ไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะแสดงความเห็นว่าสังคมประเทศใดดีกว่าหรือด้อยกว่าแต่อย่างใด

ทั้งนี้ได้ขอความร่วมมือในการงดเว้นแสดงความคิดเห็นที่ไม่เกี่ยวข้องพาดพิงถึงบุคคลอื่นหรือมีเนื้อความที่ส่อเสียด

โดยข้อความระบุว่า
http://www.matichon.co.th/online/2014/11/14162258101416225836l.jpg

หลายคนได้เคยเห็นข่าวนักท่องเที่ยวไทยประพฤติตัวไม่เหมาะสมเมื่อเดินทางมาท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่นที่แชร์ในโลกสังคมออนไลน์กันบ้างแล้วหลายคนอาจไม่เข้าใจทำไมบางพฤติกรรมถึงไม่เหมาะสมหรืออาจมองดูเป็นเรื่องแปลกในสังคมไทยอย่างไรก็ดีเมื่อเรามาต่างบ้านต่างเมือง จึงไม่น่าเป็นเรื่องเสียหายที่เราจะยึดถือสุภาษิตไทยที่ว่า "เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม"

เป็นที่ทราบกันว่าญี่ปุ่นเป็นสังคมที่มีกรอบมีระเบียบค่อนข้างเข้มงวด รวมทั้งมีแบบแผนปฏิบัติที่กลายเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีของคนในสังคมญี่ปุ่น
สถานทูตจึงขอแบ่งปันข้อควรรู้เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแบบแผนปฏิบัติของคนญี่ปุ่นและการกระทำที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเดินทางมาญี่ปุ่นกัน


1.ขึ้นลงบันไดเลื่อนยืนชิดซ้ายหากเร่งรีบให้เดินในช่องทางขวา ยกเว้นบางพื้นที่ เช่น ภูมิภาคคันไซ คนญี่ปุ่นจะยืนชิดขวาและเปิดพื้นที่ทางซ้ายสำหรับการเดินขึ้นลง รวมไปถึงการเดินบนทางเท้า คนญี่ปุ่นจะแบ่งช่องทางการเดินเท้าอย่างชัดเจน เป็นระเบียบจนคนต่างชาติสังเกตได้ทีเดียว

2. งดการพูดคุยโทรศัพท์เคลื่อนที่ขณะโดยสารขนส่งสาธารณะ เช่น รถประจำทางและรถไฟ รวมทั้งปิดเสียงโทรศัพท์และเปิด manner mode หรือระบบสั่น

3. การเข้าคิวเป็นเรื่องปกติที่ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะต่อคิวรอรถประจำทาง เข้าห้องน้ำ หรือรอคิวร้านอาหารและซื้อของตามร้านค้า แม้กระทั่งผู้สูงอายุหรือเด็กก็รอคิว ไม่มีการแซง เพราะทุกคนถือว่าต้องให้คนมาถึงก่อนได้รับบริการก่อนตามลำดับ

4. เวลาโดยสารลิฟท์ ผู้ที่เข้าไปคนแรกควรกดเปิดประตูให้ผู้โดยสารคนอื่นๆ เข้ามาในลิฟท์ และกดให้คนอื่นๆ ออกจากลิฟท์ไปก่อน หากไปที่ชั้นเดียวกัน คนไทยอาจประหลาดใจ หากพบว่าคนกดประตูลิฟท์ให้เป็นผู้หญิง และผู้โดยสารลิฟท์คนอื่นๆ เป็นผู้ชายทั้งหมด

5. เวลาชำระเงินตามร้านค้า ควรวางเงินลงในถาดที่ร้านจัดเตรียมไว้ ข้อดีคือเป็นการป้องกันการสับสนเมื่อร้านค้ารับและทอนเงินคืน หากสังเกต เมื่อเราชำระเงินด้วยธนบัตรใหญ่ เช่น 1 หมื่นเยน พนักงานจะพูดย้ำกับลูกค้าว่ารับเงินมา 1 หมื่นเยน พร้อมกับถือธนบัตรโชว์แก่พนักงานคนอื่นๆ ว่ารับธนบัตรใหญ่มา และเมื่อทอนเงินคืน จะนับเงินให้เห็นและวางลงในถาดคืนแก่ลูกค้า

6. เมื่อต้องการได้รับบริการจากร้านค้า หากพนักงานกำลังให้บริการลูกค้าคนอื่นอยู่ก่อนหน้า ต้องรอจนกว่าจะมีพนักงานคนอื่นมาให้บริการหรือจนกว่าพนักงานจะให้บริการลูกค้าคนก่อนหน้าเสร็จก่อน ไม่ควรแทรกด้วยการถามหรือเรียกให้มาบริการตนก่อน

7. หลีกเลี่ยงการพูดคุยเสียงดังในที่สาธารณะ คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเคารพความเป็นส่วนตัวและถือว่าพื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ส่วนรวมที่คนในสังคมใช้ร่วมกันเราจึงเห็นบรรยากาศในสถานีรถไฟญี่ปุ่นในช่วงเช้าและเลิกงานว่าไม่ค่อยมีเสียงดังจากการพูดคุยทั้งที่มีคนจำนวนมากแต่เสียงที่ได้ยินกลับเป็นเสียงคนเดินมากกว่า

8.แยกขยะเวลาทิ้ง โดยทิ้งขยะให้ถูกต้องตามประเภทของขยะ ทั้งนี้ โดยทั่วไปในญี่ปุ่น เราจะไม่พบถังขยะตามทางเท้า ยกเว้นหน้าร้านค้าสะดวกซื้อสถานีรถไฟ และภายในอาคาร

9. ขับรถโดยคำนึงถึงคนเดินเท้า โดยเฉพาะทางม้าลาย รถจะต้องหยุดให้คนข้ามถนนหมดเสียก่อนถึงขับต่อไปได้ ไม่มีการบีบแตรไล่หรือขับผ่านโดยไม่หยุดที่ทางม้าลาย

10. ไม่ใช้ตะเกียบของตนเองคีบอาหารให้คนอื่น หากจะคีบอาหารให้คนอื่น ใช้ตะเกียบคู่ใหม่หรือใช้ตะเกียบของตนและกลับด้านตะเกียบเพื่อคีบอาหาร รวมทั้งผู้รับอาหารไม่รับอาหารโดยนำตะเกียบมาคีบรับ แต่ยื่นจานของตนให้

ยังมีเกร็ดน่ารู้ในชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่นอีกมากมาย อย่างไรก็ดี การเดินทางมาท่องเที่ยวคือการพักผ่อน คงไม่ต้องเกร็งจนเที่ยวไม่สนุกหรือคอยระมัดระวังตัวมากจนเกินไป

ในฐานะคนต่างชาติที่มาท่องเที่ยวต่างเมือง ความอ่อนน้อมถ่อมตนและมีมารยาทของคนไทย รวมทั้งการสังเกตสังคมรอบตัวก็จะทำให้คนไทยท่องเที่ยวในญี่ปุ่นได้อย่างมีความสุข และจะเป็นการดีกว่า หากคนไทยนำสิ่งดีๆ ที่พบเห็นที่ญี่ปุ่นกลับไปปรับใช้ที่ประเทศไทยด้วย