วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ทักษิณสู้ชุดที่3 เราจะไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา




ไทยชวดเก้าอี้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชน







เมื่อวันอังคาร ที่ประชุมสมัชชาใหญ่
แห่งสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก 
ลงมติเลือก 15 ประเทศเข้าเป็นสมาชิก
ในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน 
มีวาระ 3 ปี เริ่มในวันที่ 1 มกราคม 2558


ชาติภาคีของยูเอ็นได้ลงมติเป็นการลับ
เลือกประเทศแอลเบเนีย บังกลาเทศ เอลซัลวาดอร์ 
กานา ลัตเวีย เนเธอร์แลนด์ ไนจีเรีย ปารากวัย โปรตุเกส 
และกาตาร์ เป็นสมาชิกยูเอ็นเอชอาร์ซี


พร้อมกับโหวตให้อีก 5 ประเทศที่จะครบวาระในสิ้นปีนี้
ได้เป็นสมาชิกต่อไปอีกหนึ่งสมัย 
คือ โบลิเวีย บอตสวานา คองโก อินเดีย และอินโดนีเซีย


ที่นั่งในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน มีการจัดสรรให้กลุ่มประเทศต่างๆ 
โดยภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ได้รับโควต้า 4 ประเทศ 
ในการโหวตเมื่อวันอังคาร มี 5 ประเทศยื่นใบสมัคร 
คือ บังกลาเทศ อินโดนีเซีย อินเดีย ไทย และกาตาร์


ทั้งนี้ อินเดียได้รับเสียงโหวต 162 เสียง, 
อินโดนีเซียได้ 152 เสียง, บังกลาเทศได้ 149 เสียง 
และกาตาร์ได้ 142 เสียง ขณะที่ประเทศไทยได้ 136 เสียง


ก่อนหน้าการโหวตดังกล่าว บรรดาองค์กรสิทธิมนุษยชน
ระดับโลกออกแถลงการณ์เรียกร้องไทยยกเลิกกฎอัยการศึก 
หยุดควบคุมสื่อ เคารพเสรีภาพในการแสดงออก
และสิทธิการชุมนุมโดยสงบ 
และยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างโปร่งใสและเปิดกว้าง







http://www.rappler.com/world/regions/asia-pacific/72690-thailand-un-human-rights

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ถ้าใช้เวลา"ปฎิรูป" 1 ปี ต้องใช้เงินในกระเป๋าของท่านอย่างน้อยเท่าไหร่?



ตอนเป็นเด็กผมตกวิขาเลขคณิตเป็นประจำ
ต่อไปนี้ผมจะยกตัวเองบางอย่างมาให้ท่านทราบ แล้วช่วยผมด้วยว่าผมบวกเลขผิดหรือถูก
โจทย์ที่ได้มา คือ

ประธาน สปช.1 คน 
เงินเดือนประจำตำแหน่ง 44,420 บาท 
เงินเพิ่ม 45,000 บาท
รวมเป็นเงิน 119,420 บาท

รองประธาน สปช. 2 คน
เงินเดือนประจำตำแหน่ง 73,240 บาท
เงินเพิ่ม 42,000 บาท
รวมเป็นเงิน 115,740 บาท
รวม 2 คน เป็นเงิน 231,480 บาท

สมาชิก สปช.247 คน
เงินเดือนประจำตำแหน่ง 71,230 บาท
เงินเพิ่ม 42,330 บาท
รวมเป็นเงิน 113,560 บาท 
รวม 247 คน เป้นเงิน 28,049,320 บาท 

หมายถึงทั้งหมดต้องใช้เงินภาษีของท่าน 
เดือนละ 28,400,420 บาท 
ปีละ 340,802,040 บาท

ถ้าใช้เวลา"ปฎิรูป" 1 ปี ต้องใช้เงินในกระเป๋าของท่าน - สามร้อยสี่สิบล้านแปดแสนสองพันสี่สิบบาทถ้วน 
ถามว่า ถ้าใช้เวลา"ปฎิรูป" เกิน 1 ปี เช่น 1 ปีครึ่ง 2 ปี หรือ 2 ปีครึ่ง หรือ 3 ปี
เราจะต้องจ่ายเงินภาษีในกระเป๋าของเราให้ "ไอ้พวกหอกหัก"เป็นเงินจำนวนเท่าใด

ท่านอยากจะอ้วกไหม 
ท่านคิดว่า ค่าเป่าขลุ่ยของ สปช.น.น่าจะแพงถึงขนาดนั้นเชียวหรือ ?





จอม เพชรประดับยืนยันสัมภาษณ์เจ๊ยุจริง

จอม เพชรประดับ
ยืนยันผมเอง
เป็นคน"สัมภาษณ์เจ๊ยุ"
นักข่าวสายทำเนียบ 

 “จอม” ยันให้สัมภาษณ์
เจ๊ยุ อัดประยุทธ์-คสช.จริง 

เรียกร้อง“บิ๊กตู่”พิจารณาตัวเอง
























จอม : สัมภาษณ์จริงๆ
ประชาธรรม : แล้วบอกไหมว่านี่คือการสัมภาษณ์?
จอม: บอกสิครับ เอ่อ วันพฤหัสที่ผ่านมา (16 ต.ค.) ผมก็โทรไปหาทางเจ๊ยุ ตอนนั้นโทรไปประมาณเที่ยงคืนของเมืองไทย ผมก็บอกว่าพี่ ผมขอสัมภาษณ์นะครับทางโทรศัพท์ กรณีที่พี่ยุมีประเด็นโต้แย้งกับพลเองประยุทธ์อยู่หลายครั้ง คุณประยุทธ์เองก็ไม่พอใจพี่ยุอยู่หลายครั้ง ในฐานะที่ทำงานข่าวมานาน ความขัดแย้งนี้พี่รู้สึกอย่างไร และมันจะเป็นปัญหาในการทำงานของพี่อย่างไร
พี่เค้าก็อธิบายเลย คือพี่เขาทราบแล้วว่านี่คือการสัมภาษณ์ ก็อธิบายๆๆ ผมก็บอกว่าพี่ เนื่องจากเที่ยงคืนแล้ว เอาอย่างนี้แล้วกัน ผมขอว่าพรุ่งนี้เช้า เดี๋ยวผมโทรหาพี่ใหม่ พี่นอนเถอะเพราะมันเที่ยงคืนแล้ว พรุ่งนี้ผมจะสัมภาษณ์พี่อีกที แล้วพอเช้าเจ็ดโมงของวันศุกร์ พี่ยุก็เดินทางมาที่ทำเนียบตอน 7 โมงเช้า ผมก็โทรเข้าไปพอดีแกก็รับ แกก็บอกว่าตอนนี้อยู่ที่รังนกกระจอก นายกฯไปประชุมกันที่มิลาน อิตาลี ไม่มีใครเพราะฉะนั้นคุยได้

สัมภาษณ์พิเศษ : จอม เพชรประดับ ยันสัมภาษณ์ 

‘เจ๊ยุ’ จริง ย้ำประยุทธ์

ควรฟังเสียงสะท้อน-พิจารณาตนเอง

ตามที่เว็บไซต์ thaivoicemedia.com ได้เผยแพร่รายงาน “ยุวดี”นักข่าวอาวุโสทำเนียบวิจารณ์ “ประยุทธ์”ไม่เหมาะเป็นนายกฯ อคติ –อาฆาต เผด็จการกว่ายุค 14 ตุลา เตือนระวัง“พัง”พร้อมเสนอ ปฎิรูปกองทัพก่อนปฎิรูปประเทศ จนทำให้เกิดขยายผลอย่างกว้าง และลงท้ายล่าสุดด้วยการที่ ‘เจ๊ยุ’ หรือนางยุวดี ธัญญสิริ ผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำทำเนียบรัฐบาลออกมาให้ข่าวปฏิเสธ ยันกรานว่าไม่เคยสัมภาษณ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีนั้น อ่านรายละเอียดของข่าว
สำนักข่าวประชาธรรมสัมภาษณ์จอม เพชรประดับ ผู้ก่อตั้ง เว็บไซต์ thaivoicemedia.com ในเวลาอันจำกัด จึงขอนำรวบรัดนำเสนอประเด็นดังนี้

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ตะลึงปปช.ดองคดีปชป.


 ตัวอย่าง“ป.ป.ช.” ดองคดีปชป. 
 “ตะลึงพบปชป.ดองคดีปชป.นับ 10 คดี  !!




โดย “คดีสำคัญๆ” ที่มีการกล่าวหา “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  อาทิ
1.กรณีกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานร่วมกันอนุมัติให้ความเห็นชอบ ขายข้าวสารในสต็อกของรัฐบาลในราคาต่ำกว่าตลาด และเอื้อประโยชน์ให้บริษัทผู้ส่งออกบางราย โดยไม่มีการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป อันเป็นการกีดกันบริษัทผู้ส่งออกอื่นไม่ให้มีการเสนอราคาแข่งขันอย่างเป็นธรรม ในปี 2552-2553 
2.กรณีวันที่ 12 เม.ย.-15 มิ.ย.2553 ร่วมกันเผยแพร่ข่าวว่ารัฐบาลมีแนวคิดที่จะซื้อดาวเทียมไทยคมคืน ทั้งที่ทราบดีว่าไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเป็นการดำเนินการนอกอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายบัญญัติ และไม่ได้บรรจุไว้ในนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา อีกทั้งไม่อยู่ในแผนกการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลแต่อย่างใด 
จนทำให้หุ้นของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ราคาพุ่งสูงขึ้น และมีการซื้อขายหุ้นในปริมาณและราคาสูง ผิดปกติ
3.กรณีกระทำการอันมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงในการเห็นชอบผลการประกวดราคาโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ สัญญาที่ 1-3 และปรับกรอบวงเงินของสัญญาที่ 6 โดยมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 11 ส.ค.2552  
4.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยมีมติเห็นชอบเมื่อ 25 ส.ค.2552 ให้ออกใบอนุญาตก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่พัฒนาเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ทั้งที่เป็นโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านสภาพสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ โดยไม่ยึดถือการปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 67 จนนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลาง
ในส่วนของ “คดีสำคัญๆ” ที่มีการกล่าวหา “สุเทพ เทือกสุบรรณ” หัวหน้าม็อบ กปปส. อาทิ
1.กรณีทุจริตในคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง โดยในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ปล่อยให้มีการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ในการปรับเพิ่มอัตราการจัดเก็บเงินสงเคราะห์ตาม พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง
2.กรณีกองทัพบกสั่งซื้อเรือเหาะที่มีราคาสูงกว่าความ เป็นจริง
3.กรณีการทุจริตจัดซื้อยานเกราะล้อยางจากยูเครน
4.กรณีส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่เกี่ยวกับวิกฤตน้ำมันปาล์ม ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายน้ำมันปาล์มแห่งชาติ โดยมีผู้ใกล้ชิดซึ่งเป็นเจ้าของสวนปาล์มและโรงหีบน้ำมันปาล์ม ซึ่งครองตลาดปาล์มถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ได้ประโยชน์จากวิกฤตราคาน้ำมันปาล์มขาดแคลนอย่างมาก 
5.คดีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจและรับผิดชอบการออกคำสั่งในฐานะผอ.ศอฉ. กระทั่งมีผู้เสียชีวิต 99 ศพ และบาดเจ็บกว่า 2 พันคน
ส่วน  “คดีสำคัญๆ” ที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ถูกกล่าวหาร่วมกัน อาทิ
1.มีพฤติการณ์ส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง  ในกรณีร่วมกันใช้หรือสั่งการอันเป็นเหตุให้เกิดการกระทำ ความผิด โดยเกิดการฆาตกรรมบุคคลจนถึงแก่ความตายจำนวนหลายราย ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553
-กรณีแทรกแซงการใช้อำนาจขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม กรณีการชันสูตรพลิกศพ โดยนำคดีการตายของประชาชนและเจ้าหน้าที่เกือบ 100 ศพ ให้เสนอเป็นคดีพิเศษโดยไม่ดำเนินการทำสำนวนชันสูตรพลิกศพตามกฎหมาย และจงใจบิดเบือนและเบี่ยงเบนการบังคับการตามกฎหมายในเรื่องชันสูตรพลิกศพ
-กรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องและระงับเหตุวางเพลิงเผาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ แล้วมีการทำร้ายและไล่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงออกจากศูนย์การค้า ทำให้ไม่มีผู้ดับเพลิง
2.กรณีโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 หลัง วงเงิน 5,848 ล้านบาท ที่มีบริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้รับจ้าง ตโดยยกเลิกแนวทางการจัดจ้างแบบแยกการเสนอราคาเป็นรายภาค และอนุมัติให้ดำเนินการจัดจ้างรวมการก่อสร้างเป็นแบบสัญญาเดียว อันเป็นการกีดกันและเอื้อประโยชน์ให้กับผู้เสนอราคารายใดรายหนึ่ง
ซึ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของ “คดี” ที่ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ “อภิสิทธิ์ เวชชาชชีวะ” และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ”  ถูกกล่าวหา และ “ประชาชน” ต่างก็รอความชัดเจน จาก “ป.ป.ช.” เพราะนั่น “หมายความ”ถึง “ระดับมาตรฐาน” การทำงาน และ “องศาความยุติธรรม” ของ ป.ป.ช.ด้วย
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่จู่ๆ “วิชา มหาคุณ” กรรมการ ป.ป.ช. จะออกมาพูดเรื่อง “ยุบ ป.ป.ช.” ออกหน้าสื่อ ก็เพราะ “แผล” เหวอะหวะ เต็มไปหมดเช่นนี้.

https://www.hereandthere.today/?p=1317

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

จุดอ่อนไทยไม่น่าลงทุนในสายตาญี่ปุ่น

แสบเข้าไปถึงทรวง จะโทษใครดี...เห็นทีคนไทยต้องกลับมาพิจารณาตนเองอีกครั้ง
=================================
นายเซ็ทซึโอะ อิอุจิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นประจำกรุงเทพ
(Japan External Trade Organization,Bangkok : JETRO Bangkok)

ระบุว่า  ไทยอาจไม่เป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุน เหมือนที่ผ่านมาในสายตาของนักลงทุนญี่ปุ่น
โดยได้แสดงทรรศนะถึง “จุดอ่อน” ของคนไทยไว้ 10 ข้อ คือ

  1 . คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก
โดยเฉพาะ หน้าที่ต่อสังคม คือ เป็นประเภท มือใครยาวสาวได้สาวเอา
เกิดเป็น ธุรกิจการเมืองธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ประเทศชาติ ล้าหลังไปเรื่อยๆ
  2. การศึกษายังไม่ทันสมัย คนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง
ทำให้ขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่าง ๆ  ไม่กล้าแสดงออก ขี้อายไม่มั่นใจในตัวเอง
จึงตามหลังชาติอื่น คนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอก เพื่อโอกาสที่ดีกว่า
  3. มองอนาคตไม่เป็น คนไทยมากกว่า 70% ทำงานแบบไร้อนาคตทำแบบวันต่อวัน
แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ  น้อยคนนักที่จะทำงาน แบบเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน
มีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน
  4. ไม่จริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำแบบผักชีโรยหน้า หรือทำด้วยความเกรงใจ
ต่างกับคนญี่ปุ่นหรือยุโรปที่จะให้ความสำคัญกับ สัญญาหรือข้อตกลงอย่างเคร่งครัด
เพราะหมายถึง ความเชื่อถือในระยะยาว ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตความน่าเชื่อถือด้านนี้ลงเรื่อย ๆ
  5. การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่ ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกล
จะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเอง และชุมชนซึ่งเป็น หน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริม
  6. การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็ง และดำเนินการ ไม่ต่อเนื่อง ทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก
ปราบปรามไม่จริงจัง การดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจ หรือบริวารจะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน
ไม่มีมาตรฐาน
  7. อิจฉาตาร้อน สังคมไทยไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ เลี้ยงเป็นศรีธนญชัย ยกย่องคนมีอำนาจ มีเงิน
โดยไม่สนใจภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูก แล้วไปเกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอด คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่า
ผู้ก่อการร้าย ดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้ารานํ้า ทำให้คนดีไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว
  8. เอ็นจีโอค้านลูกเดียว เอ็น จีโอ บางกลุ่มอิงอยู่กับ ผลประโยชน์ บ่อยครั้งที่ต้องเสียโอกาสอย่างมหาศาล
เพราะการค้านหัวชนฝา เหตุผลจริง ๆ ไม่ได้พูดกัน
  9. ยังไม่พร้อมในเวทีโลก การสร้างความน่าเชื่อถือ ในเวทีการค้าระดับโลกยังขาดทักษะและทีมเวิร์คที่ดี
ทำให้สู้ประเทศเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้
10. เลี้ยงลูกไม่เป็น ปัจจุบัน เด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกันเป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง
เพราะการเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่สอนให้ลูก ช่วยตัวเอง ไม่กระตือรือร้น ในการช่วยตนเองขวนขวาย
แสวงหา ค้นหาตัวเองและไม่สอนให้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคม
----------------------------------
แรงมากครับ และตรงทุกข้อ
คำถาม?...แล้วเรา เริ่มต้นแก้ไขที่ข้อไหนก่อนดีครับ?

ผมเสนอให้แก้ไขที่ "ตัวเราและครอบครัวเราก่อน"
สังคมไทยอ่อนแอลงเรื่อยๆ
เพราะเราชอบให้คนอื่นวิจารณ์และก็มาชี้หน้าว่ากันต่อ
ผมอนุญาตเสนอแก้ 5 ด้านก่อน ดังนี้ครับ
1.วินัยด้านเวลา
2.วินัยด้านการเงิน
3.วินัยด้านความคิด
4.วินัยด้านความปลอดภัย
5.วินัยด้านมาตรฐานในการทำงาน

...แล้วทุกๆอย่างจะค่อยๆดีขึ้นครับ
เพราะ "ถ้าวันนี้เราทำให้ดีก่อน แล้วอนาคตมันจะดูแลตัวมันเอง"


Renowned royalist Sulak sued for lèse majesté for defaming ancient king

Two men have filed a lèse majesté complaint against Sulak Sivaraksa, a renowned royalist and lèse majesté critic, for a public speech about King Naresuan, who ruled the Ayutthaya Kingdom 400 years ago.
 
According to Chao Phraya News, Lt Gen Padung Niwatwan and Lt Gen Pittaya Vimalin filed the complaint at Chanasongkram Police Station on Thursday. They accused Sulak of defaming the former king during a public speech on “Thai History: the Construction and Deconstruction” on 5 October at Thammasat University, Bangkok. 
 
In the speech, Sulak said the legend of the elephant battle between Naresuan and a Burmese king was constructed. He also criticized the personality of the legendary Ayutthaya king for being cruel.  
 
The notorious lèse majesté law or Article 112 of the Criminal Code clearly states "Whoever defames, insults or threatens the King, Queen, Heir-apparent or Regent shall be punished (with) imprisonment of three to fifteen years." 
 
This is the second lèse majesté case related to a past monarch. In late 2013, the Supreme Court handed out a landmark verdict in a lèse majesté case in which the defendant was found guilty of defaming King Rama IV, who reigned between 1851 and 1868, surprising lawyers and academics who have always understood that the law does not cover former kings. 
 
According to Wikipedia, Naresuan, who ruled over the Ayutthaya Kingdom from 1590 to 1605, was one of Siam's most revered monarchs as he was known for his campaigns to free Siam from Burmese rule. During his reign numerous wars were fought against Burma. 
 
Several films and soap operas have been made about the monarch. The most recent are the Legend of King Naresuan, comprising five movies telling the story of the young Naresuan till his death. One movie in the series was dedicated to the elephant battle alone.